
กระแสการลงทุนด้าน AI ยังผลักดันบริษัทเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้ และผู้นำตลาดชิป HBM สำหรับ AI ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ผ่านตราสาร American Depositary Receipts (ADR) ให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทผ่านตลาดสหรัฐฯ ได้โดยตรงในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้
ดีลครั้งนี้สร้างสถิติใหม่ ด้วยมูลค่าระดมทุน 26,500 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทต่างชาติในสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็นหนึ่งใน IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก
SPOTLIGHT สรุปประเด็นสำคัญและน่าสนใจเกี่ยวกับการเข้าตลาดสหรัฐฯ ของ SK Hynix ซึ่งนักลงทุนกำลังจับตา ในฐานะบริษัทที่อยู่ใจกลางกระแส AI ในปัจจุบัน
SK Hynix ระดมทุนผ่านการขาย ADR จำนวน 177.9 ล้านหน่วย ราคา 149 ดอลลาร์ต่อหน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 26,500 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า IPO ของ Alibaba ในสหรัฐฯ (ปี 2014) ขึ้นเป็นการเข้าตลาดของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
กระแสตอบรับจากนักลงทุนต่อ SK Hynix ถือว่าร้อนแรงมาก โดยมีความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนที่เสนอขายมากกว่า 7 เท่า และมีคำสั่งซื้อรวมเป็นมูลค่าเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกยังต้องการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้เล่นสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI
นักลงทุนสถาบันที่แสดงความสนใจเข้าซื้อหุ้นมีทั้งกองทุนระดับโลกอย่าง Baillie Gifford, Coatue Management และ Situational Awareness Partners สะท้อนว่า แม้ราคาหุ้นของ SK Hynix จะปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่นักลงทุนทั่วโลกยังมองว่าบริษทนี้เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในระยะยาว
SK Hynix ไม่ได้ย้ายตลาดหลักจากเกาหลีใต้ และหุ้นที่ซื้อขายใน Nasdaq ไม่ใช่หุ้นสามัญโดยตรง แต่เป็น American Depositary Receipts (ADR) หรือตราสารที่อ้างอิงหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในเกาหลีใต้ โดย 1 ADR มีมูลค่าเทียบเท่าหุ้นสามัญหนึ่งในสิบหุ้น
ข้อดีของการเข้าตลาดในรูปแบบ ADR คือ นักลงทุนซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์ผ่านตลาด Nasdaq ได้เหมือนหุ้นอเมริกันทั่วไป และอยู่ภายใต้ระบบซื้อขายที่คุ้นเคย ทำให้นักลงทุนและกองทุนเข้าถึงหุ้นได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเปิดบัญชีลงทุนในเกาหลีใต้หรือรับความเสี่ยงด้านขั้นตอนการลงทุนข้ามประเทศ จึงช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงหุ้น
หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการเข้าตลาดสหรัฐฯ ของ SK Hynix คือ การลดสิ่งที่เรียกว่า ‘Korea Discount’ ซึ่งหมายถึงปรากฏการณ์ที่หุ้นของบริษัทเกาหลีใต้ได้รับการประเมินมูลค่า (valuation) ต่ำกว่าบริษัทต่างชาติที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเรื่องธรรมาภิบาล โครงสร้างกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือแชโบล (Chaebol) และการเข้าถึงของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้หลายบริษัทเกาหลีมีมูลค่าตลาดต่ำกว่าคู่แข่งระดับโลก
ปัจจุบัน SK Hynix ซื้อขายที่ค่า Forward P/E (ราคาต่อกำไรคาดการณ์) เพียงประมาณ 4.8 เท่า ต่ำกว่า Micron ซึ่งอยู่ราว 6.6 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก แม้ว่าบริษัทจะเป็นผู้นำตลาด HBM ก็ตาม
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่าการเข้าตลาด Nasdaq จะช่วยลดช่องว่างดังกล่าวได้ระดับหนึ่ง จากการเข้าถึงนักลงทุนต่างชาติที่มากขึ้น แต่ Korea Discount ไม่น่าจะหายไปทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยด้านธรรมาภิบาลและโครงสร้างธุรกิจของเกาหลีใต้ที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กัน
แม้ SK Hynix จะระดมทุนได้ถึง 26,500 ล้านดอลลาร์ แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า สิ่งที่มีค่ามากกว่า คือ การเข้าถึงฐานนักลงทุนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
SK Hynix มีฐานะการเงินแข็งแกร่งอยู่แล้ว และคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้มากกว่า 200 ล้านล้านวอน (4.41 ล้านล้านบาท) ในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงไม่ได้พึ่งเงิน IPO นี้เป็นหลักในการลงทุน แต่การมีหุ้นซื้อขายในสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ขยายฐานผู้ถือหุ้น และอาจเปิดทางไปสู่การทำโครงการหรือดีลต่าง ๆ ในตลาดอเมริกาได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม เงินที่ระดมได้ก็จะช่วยสนับสนุนแผนลงทุนด้าน AI ของ SK Hynix ทั้งการขยายกำลังการผลิต HBM โรงงานใหม่ และการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เพื่อรองรับความต้องการชิป AI ที่ยังเติบโตอย่างรวดเร็ว
แม้ชื่อ SK Hynix อาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่บริษัทนี้คือหนึ่งในผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับ Samsung Electronics และ Micron
จุดแข็งสำคัญคือ High Bandwidth Memory (HBM) ชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในระบบ AI โดยเฉพาะ GPU ของ Nvidia ซึ่งต้องอาศัย HBM จำนวนมากในการประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SK Hynix เป็นซัปพลายเออร์รายสำคัญของ Nvidia และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI มากที่สุดในโลก
SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาด HBM ราว 57% ในปีที่ผ่านมา แต่การแข่งขันกำลังรุนแรงขึ้น หลังSamsung Electronics และ Micron เร่งลงทุนและเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด
นักวิเคราะห์มองว่า ส่วนแบ่งของ SK Hynix จะยังเป็นผู้นำตลาดต่อไป แต่ส่วนแบ่งตลาดมีแนวโน้มลดลง โดยส่วนแบ่งอาจลดลงเหลือราว 50% ในปีนี้ ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงอีกในระยะยาว และสิ่งที่น่ากังวล คือ กำลังการผลิต เพราะความต้องการ HBM สำหรับ AI ยังเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการสร้างโรงงานใหม่ และดีมานด์อาจยังสูงกว่ากำลังผลิตไปจนถึงช่วงปลายทศวรรษนี้ ซึ่งส่งผลให้เสียส่วนแบ่งตลาดเมื่อคู่แข่งสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น
ในอดีต ธุรกิจชิปหน่วยความจำเป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้นลงเป็นวัฏจักร ตามยอดขายคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน แต่ยุค AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรม
ผู้ให้บริการคลาวด์และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มทำสัญญาซื้อชิประยะยาว เพื่อรับประกันว่าจะมีชิปเพียงพอสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ผู้ผลิตอย่าง SK Hynix สามารถวางแผนการลงทุนโรงงานใหม่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่ราคาชิปผันผวนตามอุปสงค์ระยะสั้น
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น SK Hynix กำลังเร่งขยายกำลังการผลิตทั้งในเกาหลีใต้และสหรัฐฯ โดยมีโครงการสร้างโรงงานและคลัสเตอร์ผลิตชิปหลายแห่ง รวมถึงโรงงาน Advanced Packaging ในรัฐอินเดียนาของสหรัฐฯ มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2028
นอกจากนี้ SK ยังมีแผนลงทุนเครื่องผลิตชิประดับสูง (EUV) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และเร่งก่อสร้างโรงงานเร็วกว่ากำหนดเดิม เพื่อให้ทันกับความต้องการชิป AI ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
.
อ้างอิง : Bloomberg [1], Bloomberg [2], CNBC [1], CNBC [2], Financial Times