Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
'ทุนจีน' อาจเกี่ยวข้องอย่างไรกับสารพิษลุ่มน้ำเหนือ ทำลายเศรษฐกิจชุมชน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

'ทุนจีน' อาจเกี่ยวข้องอย่างไรกับสารพิษลุ่มน้ำเหนือ ทำลายเศรษฐกิจชุมชน

10 ก.ค. 69
12:59 น.
แชร์

กว่าหนึ่งปีแล้วที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งหล่อเลี้ยงผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย กลายเป็นสายน้ำที่ชาวบ้านไม่กล้าลงเล่น ไม่กล้ากินปลา และไม่แน่ใจว่าน้ำที่ใช้รดพืชผลจะปลอดภัยหรือไม่

จุดเริ่มต้นคือความขุ่นผิดปกติของแม่น้ำกกที่ชาวบ้านสังเกตเห็นช่วงปลายปี 2567 นำไปสู่การตรวจพบสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จากปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ วันนี้วิกฤตได้ขยายวงไปถึงแม่น้ำสาละวินและลุ่มน้ำโขงตอนล่าง จนนักวิชาการบางส่วนเรียกว่า มลพิษข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญ

และเมื่อการแก้ปัญหาจากภาครัฐยังไปไม่ถึงต้นตอ ปี 2569 จึงกลายเป็นปีที่ประชาชนลุ่มน้ำลุกขึ้นเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเริ่มต้น ทั้งการเดินธรรมยาตรา 6 วัน การยื่นหนังสือถึงรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่หน้าสถานกงสุลจีนที่เชียงใหม่เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้

บทความนี้ SPOTLIGHT พาไปสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของวิกฤตสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือ ไล่เรียงตั้งแต่ต้นตอของปัญหา ไปจนถึงผลกระทบที่กำลังกัดกร่อนเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนริมแม่น้ำ จนประชาชนต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเรียกร้องทางออก

ผลตรวจล่าสุด แม่น้ำกก-แม่น้ำสายยังพบสารหนูเกินมาตรฐาน

วิกฤตสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือของไทยยังอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยเฉพาะแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังผลตรวจล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. ยังพบ “สารหนู” เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินในหลายจุด

รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำ “ครั้งที่ 20” ของ คพ. ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2569 และเผยแพร่ข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมจุดตรวจวัด 22 จุดในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้แก่ แม่น้ำกก ลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง

ในภาพรวม คพ. ระบุว่า น้ำในหลายพื้นที่ยังมีสีน้ำตาลอ่อน และบางจุดมีค่าความขุ่นสูง ขณะที่โลหะหนักส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้น “สารหนู” ที่ยังพบเกินมาตรฐานในแม่น้ำกกบางจุด และเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัดของแม่น้ำสาย

สำหรับแม่น้ำกก จุดที่พบสารหนูเกินมาตรฐานสูงสุดอยู่บริเวณสะพานท่าตอน และสะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยตรวจพบสารหนู 0.019 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำผิวดินที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ส่วนพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย เช่น สะพานมิตรภาพแม่ยาว-ดอยฮาง สะพานข้ามแม่น้ำกก สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 และสะพานโยนกนาคนคร พบสารหนูอยู่ในช่วง 0.011-0.015 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งยังสูงกว่าค่ามาตรฐานเช่นกัน

ขณะที่แม่น้ำสายมีความน่ากังวลมากกว่าในเชิงพื้นที่ เพราะผลตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานครบทั้ง 3 จุดตรวจวัด ได้แก่ บ้านหัวฝาย สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 และบ้านป่าซางงาม โดยมีค่าระหว่าง 0.018-0.023 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงในรอบการตรวจเดียวกันยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน

คพ. ระบุว่า หากสารหนูในน้ำผิวดินสูงกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากนำน้ำไปอุปโภคบริโภคโดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพอย่างเหมาะสม และอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ จึงไม่ควรทำประมงหรือกิจกรรมทางน้ำในพื้นที่เสี่ยง

ด้านองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า สารหนูอนินทรีย์เป็นสารที่มีพิษสูง และการได้รับสารหนูในระยะยาวผ่านน้ำดื่มหรืออาหาร อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง โรคผิวหนัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน รวมถึงผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่น้ำ แต่รวมถึงตะกอน ดิน และห่วงโซ่อาหาร

ความเสี่ยงจากสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ “น้ำผิวดิน” เท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ตะกอนดิน” ซึ่งเป็นแหล่งสะสมสารพิษในระยะยาว และอาจนำไปสู่การปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร กลายเป็นปัญหายืดเยื้อต่อทั้งระบบนิเวศและชุมชนริมแม่น้ำ

รายงานของกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. ระบุว่า นับตั้งแต่การตรวจสอบในช่วงแรกระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2568 พบสารหนูในตะกอนดินแม่น้ำกก “เกือบทุกจุดตรวจวัด” ขณะที่ผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 11 ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 18-23 พฤษภาคม 2569 รวม 21 จุด ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานหลายจุด ทั้งในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง รวมถึงลำน้ำสาขาอย่างแม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว

จุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือแม่น้ำโขง ซึ่งพบสารหนูเกินระดับ “อันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง” หรือ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถึง 4 จุด ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างสามเหลี่ยมทองคำและเชียงแสน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้คุณภาพน้ำในบางช่วงอาจดูดีขึ้น โดยเฉพาะในหน้าแล้ง แต่สารพิษที่สะสมอยู่ในตะกอนดินยังสามารถถูกกวนกลับขึ้นมาปนเปื้อนในน้ำ และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อีกครั้งเมื่อน้ำหลากในฤดูฝน

ความเสี่ยงลักษณะเดียวกันยังเริ่มปรากฏในแม่น้ำสาละวิน โดยนักวิชาการภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานว่าพบสารหนูเกินมาตรฐาน 5-6 เท่า และชี้ว่าลักษณะการปนเปื้อนแตกต่างจากแม่น้ำกก เพราะแม้น้ำจะดูใส แต่ค่ามลพิษกลับสูงกว่า และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงเตือนประชาชนให้งดใช้น้ำที่ไม่ผ่านการบำบัด งดบริโภคสัตว์น้ำ และหลีกเลี่ยงการทำประมงในจุดที่ตรวจพบค่าปนเปื้อนสูง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 เมษายน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC เคยระบุว่า ข้อมูลที่ไทยส่งให้สะท้อนรูปแบบการปนเปื้อนสารหนูอย่างต่อเนื่องในระบบแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง แม้บางช่วงของน้ำผิวดินจะมีค่าสูงกว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อย แต่ตะกอนดินในบางจุดกลับน่ากังวลกว่า และจำเป็นต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากสารหนูมีความคงทนทั้งในน้ำและตะกอนดิน อีกทั้งระดับการปนเปื้อนยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ล่าสุดของ MRC เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า การตรวจสารหนู 4 รอบในแขวงหลวงพระบางและแขวงบ่อแก้วของลาว ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรทุกจุด แต่ MRC ย้ำว่า ผลดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาณเชิงบวกเฉพาะพื้นที่และช่วงเวลาที่ตรวจเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหมดไป เพราะระบบแม่น้ำขนาดใหญ่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และยังต้องอาศัยการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น แม้น้ำผิวดินในบางจุดจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแล้ว แต่ความเสี่ยงระยะยาวยังคงอยู่ที่ตะกอนดิน และการสะสมของสารพิษในระบบนิเวศ โดย คพ. ระบุว่า หากตะกอนดินมีสารหนูเกินระดับปลอดภัย อาจกระทบต่อสัตว์หน้าดิน ซึ่งเป็นอาหารของปลา ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศลดลง จำนวนสัตว์น้ำลดลง และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อรายได้ของชาวบ้านที่พึ่งพาการจับสัตว์น้ำเป็นแหล่งทำกิน

ต้นตอที่ถูกจับตา เหมืองแร่หายาก เหมืองทอง และ “ทุนจีน” ในเมียนมา

หลักฐานจากหลายฝ่าย ทั้งรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาพถ่ายดาวเทียม ผลตรวจคุณภาพน้ำ และงานศึกษาขององค์กรระหว่างประเทศ ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า วิกฤตสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือของไทยมีความเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเหมืองต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยเฉพาะเหมืองแร่หายากและเหมืองทองในพื้นที่ที่การกำกับดูแลอ่อนแอ หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธ

ข้อสังเกตสำคัญจากผลตรวจคุณภาพน้ำคือ ค่าสารหนูเกินมาตรฐานตั้งแต่จุดแรกที่แม่น้ำไหลเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งสะท้อนว่าแหล่งกำเนิดมลพิษมีแนวโน้มอยู่นอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การระบุความรับผิดทางกฎหมายของบริษัท ผู้ลงทุน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละราย ยังต้องอาศัยการสอบสวนข้ามพรมแดนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเข้าถึงพื้นที่ต้นน้ำได้จริง ซึ่งปัจจุบันประเทศเมียนมารวมถึงธุรกิจเหมืองในบริเวณนั้นยังไม่เปิดให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

ในเดือนกันยายน ปี 2568 สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างงานศึกษาของ Stimson Center ว่า มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่งตามแม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป และเหมืองหลายแห่งดำเนินการอย่างผิดกฎหมายหรือแทบไม่มีการกำกับดูแล และอาจปล่อยสารเคมีอันตรายลงสู่แม่น้ำ เช่น แอมโมเนียมซัลเฟตจากกระบวนการทำเหมืองแร่หายาก รวมถึงไซยาไนด์และปรอทจากเหมืองทอง

Stimson Center ระบุว่า ความต้องการแร่หายากที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม สมาร์ตโฟน และเทคโนโลยียุทธศาสตร์ กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ธุรกิจเหมืองแร่ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงฝั่งเมียนมามากขึ้น โดยเหมืองหลายแห่งใช้กระบวนการ “ชะละลายแร่” หรือการฉีดสารเคมีเข้มข้นลงไปในดินเพื่อสกัดแร่ 

หากขาดระบบควบคุมและบำบัดที่เข้มงวด กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้โลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อน เช่น สารหนู แมงกานีส ปรอท และแคดเมียม ไหลลงสู่แม่น้ำและกระทบระบบนิเวศปลายน้ำ

ปัจจุบัน ประเด็นที่ถูกจับตามากขึ้นคือบทบาทของ “ทุนจีน” ในห่วงโซ่อุปทานเหมืองเหล่านี้ เพราะจีนไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหมืองแร่เพียงในฐานะผู้ซื้อปลายทางเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับบริษัท ผู้จัดการเหมือง เทคโนโลยีการสกัด และเครือข่ายขนส่งวัตถุดิบข้ามพรมแดน

Reuters รายงานว่า จีนมีสถานะเกือบผูกขาดในกระบวนการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตกังหันลม อุปกรณ์การแพทย์ และรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่เมียนมาเป็นแหล่งนำเข้าโลหะและออกไซด์แร่หายากสำคัญของจีน โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าประเภทนี้ของจีนในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568

ในเชิงพื้นที่ ภาพถ่ายดาวเทียมที่เผยแพร่โดยมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ หรือ SHRF แสดงให้เห็นการขยายตัวของเหมืองแร่หายากในเมืองยอน เขตเมืองสาด รัฐฉาน ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยบริเวณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพียงราว 25 กิโลเมตร และบางจุดขุดเข้าใกล้แม่น้ำกกเหลือระยะประมาณ 2.6 กิโลเมตร

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมยังชี้ว่า จำนวนเหมืองบริเวณต้นน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหารเมียนมาในปี 2564 จากราว 4 แห่งในปี 2563 เป็น 19 แห่งในปี 2568 ขณะที่ในเมืองป้อก ทางตอนเหนือของเขตกองทัพว้า จำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในรอบ 10 ปี

Reuters รายงานเพิ่มเติมว่า เหมืองแร่หายากใหม่ในรัฐฉานบางแห่งอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังว้า หรือ UWSA ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางการค้าและการทหารกับ “จีน” มายาวนาน โดยอย่างน้อยหนึ่งเหมืองถูกระบุว่าดำเนินการโดยบริษัทจีน ใช้ผู้จัดการที่พูดภาษาจีน และมีพยานเห็นรถบรรทุกลำเลียงวัสดุจากพื้นที่เหมืองมุ่งหน้าไปยังชายแดนจีน

ข้อมูลจาก SHRF ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว โดยรายงานเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า เหมืองแร่หายากในเมืองยอน ทางตอนใต้ของเมืองสาด ใกล้แม่น้ำกก ดำเนินการโดยบริษัทจีน มีเจ้าหน้าที่เหมืองชาวจีนราว 50-60 คน และมีทหาร UWSA คุ้มกันพื้นที่ 

นอกจากนี้ SHRF ยังเคยเปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ว่า Chinese Investment Mining Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐจีน อยู่เบื้องหลังเหมืองแร่หายากในเมืองยอน

ผู้เชี่ยวชาญที่ Reuters อ้างถึงระบุว่า แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทจีนตัดสินใจเข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าว เพราะบริษัทเหมืองจีนสามารถผลิตออกไซด์แร่หายากชนิดหนักในเมียนมาได้ถูกกว่าพื้นที่อื่นที่มีแหล่งแร่ใกล้เคียงกันถึง 7 เท่า ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำกว่าและการกำกับดูแลที่หลวมกว่า 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการสกัดแร่หายากชนิดหนักเป็นเทคโนโลยีที่จีนควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้การเดินเครื่องเหมืองในเมียนมาโดยปราศจากความช่วยเหลือหรือความเชี่ยวชาญจากจีนเป็นเรื่องทำได้ยาก

ความเชื่อมโยงระหว่างเหมืองต้นน้ำกับการปนเปื้อนปลายน้ำยังสอดคล้องกับรายงานของ Reuters ที่ระบุว่า ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกกพบสารหนูควบคู่กับธาตุแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ซึ่งนักวิจัยไทยเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่หายากและเหมืองทอง ขณะที่จีนให้ความเห็นต่อ Reuters ว่าไม่ทราบสถานการณ์ดังกล่าว และระบุว่าบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น รวมถึงใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือจึงไม่ได้เป็นเพียงมลพิษเฉพาะพื้นที่ หรือข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยกับเมียนมาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากโลก แร่จากพื้นที่เหล่านี้สามารถถูกส่งต่อเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายประเภท ตั้งแต่มอเตอร์และแม่เหล็กในรถยนต์ไฟฟ้า ชิป AI จอ LED กังหันลม ไปจนถึงอุปกรณ์ด้านยุทธศาสตร์ โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางสำคัญของการแปรรูปและตลาดปลายทาง

IEA ระบุว่า จีนมีบทบาทหลักในการถลุงและแปรรูปแร่สำคัญ 19 จาก 20 ชนิดที่วิเคราะห์ และมีส่วนแบ่งเฉลี่ยราว 70% ในขั้นตอนการแปรรูปแร่เหล่านี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า รูปแบบดังกล่าวคล้ายกับการย้ายมลพิษออกนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในจีน ขณะที่เมียนมาหลังรัฐประหารแทบไม่มีกลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่เหล่านี้

เมื่อทุน เทคโนโลยี และตลาดปลายทางเชื่อมโยงกับจีน แต่พื้นที่ผลิตอยู่ในเขตที่รัฐอ่อนแอและตรวจสอบยาก ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจึงถูกผลักออกจากห่วงโซ่อุปทานหลัก แล้วไหลลงมาสู่ชุมชนปลายน้ำ

กล่าวอีกอย่าง วิกฤตแม่น้ำภาคเหนือเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ต้นทุนที่ถูกผลักไปยังปลายน้ำ” โลกต้องการแร่หายากเพื่อขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่เมื่อห่วงโซ่อุปทานแร่ขาดการตรวจสอบ ชุมชนริมแม่น้ำจึงต้องรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิต โดยแทบไม่มีอำนาจควบคุมกิจกรรมเหมืองที่อยู่ต้นทาง

สารพิษในลำน้ำ กัดกินทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชน

ผลกระทบของวิกฤตสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือไม่ได้จำกัดอยู่ที่คุณภาพน้ำ แต่ลามไปถึงระบบนิเวศ ปากท้อง ความมั่นคงทางน้ำ สุขภาพ และสภาพจิตใจของคนในพื้นที่ แม้หลายประเด็นยังต้องติดตามด้วยข้อมูลระยะยาว แต่สัญญาณความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมเริ่มปรากฏชัดแล้ว

ความเสียหายต่อระบบนิเวศ

ความเสียหายต่อระบบนิเวศเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวล “งานวิจัยชาวบ้าน” ที่สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับกลุ่มชาวประมงแม่น้ำกกสำรวจบริเวณบ้านเชียงแสนน้อยและบ้านท่ากอบงเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 พบพันธุ์ปลาในแม่น้ำกก 94 ชนิด รวมถึงปลาหายากหลายชนิด สะท้อนว่าแม่น้ำกกตอนปลายเป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง 

อย่างไรก็ตาม การติดตามของภาคประชาสังคมในเดือนเมษายน 2569 พบว่าปลาหลายชนิดเริ่มทยอยหายไปจากลำน้ำ ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานพบปลาลักษณะผิดปกติและมีพยาธิ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเปิดหน้าดินและกิจกรรมเหมืองต้นน้ำ

ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่แม่น้ำกก กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงยังเผยแพร่ภาพปลาลักษณะผิดปกติในแม่น้ำโขงถึงอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ทำให้เกิดคำถามว่าสารปนเปื้อนอาจเคลื่อนตัวลงสู่ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในวงกว้างแล้วหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า ระดับสารหนูในตะกอนแม่น้ำโขงบางจุดสูงเทียบเท่าพื้นที่หน้าเหมืองแร่

ความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ในมิติทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อชุมชนเริ่มเห็นได้ชัด งานศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ซึ่งสำรวจประชาชน 424 คนในตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย พบว่า 63% ของครัวเรือนมีรายได้ลดลง เฉลี่ยเดือนละประมาณ 1,200-1,300 บาท ขณะเดียวกันรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำดื่มน้ำใช้ และค่าเครื่องกรองน้ำ รวมเฉลี่ยราว 2,600 บาทต่อเดือน

เมื่อนำรายได้ที่หายไปมารวมกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,500-4,000 บาทต่อเดือน หรือเกือบ 40% ของรายได้เฉลี่ยในกลุ่มตัวอย่าง ขณะที่ค่าเสียหายเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 1,804 บาทต่อเดือน หรือ 21,648 บาทต่อปี โดยกลุ่มตัวอย่างในเชียงใหม่มีค่าเสียหายเฉลี่ยสูงกว่าเชียงราย

ภาพรวมระดับพื้นที่ก็สะท้อนความเสียหายในวงกว้างเช่นกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สส.เชียงรายตั้งกระทู้ถามสด โดยประเมินว่าวิกฤตนี้สร้างความเสียหายต่อสุขภาพ เกษตร และการท่องเที่ยว รวมกว่า 1,300 ล้านบาทต่อปี

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งคือชาวประมงพื้นบ้าน ข้อมูลติดตามครบรอบ 1 ปีของวิกฤตระบุว่า ชาวประมงแม่น้ำกก เช่น กลุ่มสามล้อดอยตองและชมรมชาวเรือเชียงราย เผชิญภาวะ “รายได้หายแต่หนี้เพิ่ม” โดยช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2568 หลายคนแทบไม่มีรายได้ เพราะขายปลาไม่ได้เลย ทั้งที่ลงทุนซื้ออุปกรณ์เฉลี่ยคนละกว่า 83,000 บาท

ภาคเกษตรก็อยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกก เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่สามารถสะสมสารหนูได้ดี แม้ผลตรวจผลผลิตทางการเกษตรจนถึงต้นปี 2569 ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานอาหาร แต่ความกังวลของตลาดและผู้บริโภคยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กลุ่มผู้ใช้น้ำเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ขอให้เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อนที่กระทบภาคเกษตรโดยตรง

ด้านท่องเที่ยวชุมชน ผลกระทบเห็นได้ชัดที่หาดเชียงราย ร้านอาหารและแพริมแม่น้ำกกซึ่งหลายแห่งเปิดกิจการมานานกว่า 20 ปี จากเดิมที่เคยมี 30 ร้านก่อนวิกฤต เหลือเพียง 19 ร้าน ผู้ประกอบการบางรายเพิ่งกู้เงินซ่อมร้านหลังน้ำท่วมและโคลนถล่มในปี 2567 แต่ยังไม่ทันฟื้นตัวก็ต้องเผชิญวิกฤตสารพิษซ้ำ ทำให้ลูกค้าหายไปเกือบหมด แม้แต่กิจกรรมเล่นน้ำในแม่น้ำกกช่วงสงกรานต์ปี 2569 ก็ต้องยกเลิก หลังผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ายังไม่ควรลงสัมผัสน้ำ

ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน

ปัญหาความมั่นคงทางน้ำยังทำให้ชีวิตประจำวันของชุมชนยากขึ้น งานศึกษาเดียวกันพบว่า 50.7% ของครัวเรือนเผชิญภาวะน้ำไม่พอใช้ 61.6% ต้องเสียเวลาทุกวันไปกับการจัดการน้ำ ทั้งการซื้อ กรอง หรือหาแหล่งน้ำใหม่ ขณะที่ 72.4% ระบุว่าแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเสียหาย และ 64.9% ระบุว่าระบบน้ำชุมชนได้รับผลกระทบ

ความไม่มั่นใจเรื่องน้ำยังเชื่อมโยงกับอาหารโดยตรง ครัวเรือน 45.5% ระบุว่าหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาและผักบางชนิด ขณะที่ AP รายงานว่าความกังวลต่อการปนเปื้อนกำลังกระทบทั้งประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นต่ออาหารจากลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของภูมิภาค

หน่วยงานรัฐยังคงคำแนะนำไม่ให้ว่ายน้ำหรือดำน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เพราะเสี่ยงรับน้ำและตะกอนเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะผู้มีบาดแผล ส่วนด้านอาหาร กรมประมงวางแผนตรวจเฝ้าระวังสารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียมในสัตว์น้ำอย่างเข้มข้น 

แม้ผลตรวจช่วงที่ผ่านมายังไม่เกินมาตรฐาน แต่ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำที่จับจากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกไปก่อน หากจำเป็นต้องบริโภค ควรกินเฉพาะเนื้อปลา และหลีกเลี่ยงหัวกับพุงปลา ซึ่งเป็นบริเวณที่อาจสะสมสารหนูมากกว่า ส่วนสัตว์น้ำจากระบบเพาะเลี้ยงยังบริโภคได้ตามปกติ

ในด้านสุขภาพ ข้อมูลปัจจุบันยังไม่ชี้ว่ามีภาวะพิษเฉียบพลันในวงกว้าง แต่มีสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังระยะยาว ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า มีการคัดกรองประชาชน 2,056 คน พบกลุ่มเสี่ยง 362 คน และผลตรวจปัสสาวะพบผู้มีค่าสารหนูเกินระดับอ้างอิง 7 รายในจังหวัดเชียงราย โดยตั้งสมมติฐานเชื่อมโยงอาชีพเกษตรกร เนื่องจากมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ขณะที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงตรวจเล็บผู้ใหญ่และเส้นผมเด็ก 90 คน พบ 16 คนมีสารหนูสูงกว่าเกณฑ์ และเสนอให้มีระบบเฝ้าระวังทางชีวภาพต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี

กระทรวงสาธารณสุขเคยระบุว่า ควรติดตามสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อเนื่อง 5 ปี โดยให้หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดขยายการติดตามกลุ่มเสี่ยง พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้แหล่งน้ำจากระบบประปาที่ผ่านมาตรฐาน แทนการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือสารหนูเป็นความเสี่ยงแบบสะสม ไม่ใช่สารที่ต้องรอให้เกิดอาการเฉียบพลันจึงจะถือว่าอันตราย WHO ระบุว่าช่องทางสำคัญของการรับสารหนูคือการดื่มน้ำปนเปื้อน การใช้น้ำปนเปื้อนประกอบอาหาร และการใช้น้ำปนเปื้อนรดพืชอาหาร ดังนั้นการติดตามสุขภาพของประชาชนจึงต้องเดินคู่กับการตรวจน้ำ ตะกอน ดิน พืช และสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่วัดเป็นตัวเลขได้คือรายได้ที่หายไป รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น และความเสียหายต่ออาชีพ แต่สิ่งที่วัดได้ยากกว่าคือความเครียดสะสมของคนริมแม่น้ำ ชาวบ้านริมแม่น้ำกกรายหนึ่งเล่าในเวทีเสวนาระหว่างธรรมยาตราเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2569 ว่า การอยู่บ้านริมน้ำทุกวันนี้เต็มไปด้วยความผวาและความวิตกกังวล ขณะที่คำถามที่ยังค้างอยู่ในใจหลายคนคือ หากต้องกิน ต้องใช้ และต้องอยู่กับความเสี่ยงเช่นนี้ทุกวัน ร่างกายและชีวิตของพวกเขาจะปลอดภัยจริงหรือไม่

ปี 69 ประท้วงหนัก จากธรรมยาตราสู่หน้าสถานกงสุลจีน

วิกฤตสารพิษในแม่น้ำภาคเหนือทำให้แรงกดดันจากภาคประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2569 โดยการเคลื่อนไหวสำคัญเริ่มจาก “ธรรมยาตรา” หรือ Peace Walk for Rivers ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคมถึง 5 มิถุนายน 2569 จากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังจังหวัดเชียงราย เพื่อผลักดันให้ปัญหาแม่น้ำกกและแม่น้ำชายแดนกลายเป็นประเด็นสาธารณะระดับประเทศ

ขบวนธรรมยาตราครั้งนี้มีพระ ชาวบ้าน นักกิจกรรม นักวิชาการ และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมร่วมเดินเป็นระยะทางราว 68 กิโลเมตร พร้อมข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน แทนที่จะจำกัดบทบาทไว้เพียงการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณปลายน้ำในฝั่งไทย

แรงกดดันขยายตัวอีกครั้งในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เมื่อเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง รวมตัวหน้าสถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือและนำน้ำปนเปื้อนไปแสดงเชิงสัญลักษณ์ โดยเรียกร้องให้จีนกำกับดูแลบริษัทและนักลงทุนจีนที่ภาคประชาชนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองในเมียนมา ตรวจสอบเส้นทางแร่จากเมียนมาสู่จีน และมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแม่น้ำที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมดังกล่าวเกิดเหตุชุลมุนกับตำรวจ โดยรายงานของ iLaw และมติชนระบุว่ามีผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 2 ราย หนึ่งในนั้นแขนหัก ขณะที่ตำรวจชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายประชาชน และเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและยุทธวิธีควบคุมสถานการณ์ เหตุการณ์นี้ทำให้วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ประเด็นสิทธิการชุมนุมและเสรีภาพของประชาชนในการเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม

ต่อมาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายภาคประชาชนยังเดินหน้ากดดันต่อเนื่อง ด้วยการรวมตัวหน้าสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ และจัดแถลงข่าวในจังหวัดเชียงราย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดใช้กำลังหรือการคุกคามผู้ปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อม ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุปะทะ เยียวยาผู้บาดเจ็บ และตรวจสอบธุรกิจเหมืองรวมถึงห่วงโซ่อุปทานแร่ที่เชื่อมโยงเมียนมา-จีน 

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้พิจารณามาตรการต่อการนำเข้าแร่จากพื้นที่ชายแดนเมียนมา เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ผู้เกี่ยวข้องต้นทางต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำและชุมชนปลายน้ำในไทย

รัฐไทยและกลไกภูมิภาค ตรวจวัดมากขึ้น แต่ยังติดโจทย์ต้นทาง

สำหรับการแก้ปัญหาในปัจจุบัน ฝั่งรัฐบาลไทยยังเน้นมาตรการตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดิน จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ตรวจน้ำบาดาล และสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน 

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่าได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และ คพ. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางมาตรการระยะยาว เช่น ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ การเพิ่มจุดตรวจน้ำบาดาล การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน 

ในระดับภูมิภาค MRC ระบุว่ากำลังเพิ่มการติดตามคุณภาพน้ำและความร่วมมือในระบบแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง รวมถึงกรอบการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก และเคยประสานกับเมียนมาเรื่องการตรวจติดตามและประเมินร่วมตั้งแต่ปี 2568 

อย่างไรก็ตาม MRC มีข้อจำกัดเชิงอำนาจ เพราะไม่ได้ควบคุมเหมืองต้นน้ำโดยตรง และแม่น้ำสาขาหลายสายอยู่นอกกลไกการกำกับดูแลหลักของลุ่มน้ำโขง 

นี่คือช่องว่างสำคัญของวิกฤต หากรัฐทำได้เพียงตรวจวัดปลายน้ำ ชุมชนจะรู้แค่ว่าวันนี้น้ำเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ แต่ไม่สามารถหยุดการปล่อยสารพิษจากต้นทางได้ ทางออกจึงต้องรวมทั้งการทูตข้ามพรมแดน การสอบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษ การเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานแร่ การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ และกลไกเยียวยาที่ไม่รอให้ประชาชนพิสูจน์ความเสียหายเพียงลำพัง


อ้างอิง: Stimson, ISPMyannar, Financial Times, Reuters, The Australian, Reuters 2, Reuters 3, Reuters 4, USGS, IEA, Rare Earth Mining News, EveryCRSReport, SHRF, Arxiv, Hfocus, MRCMekong, Transbordernews, DVB, BKK Tribune

แชร์
'ทุนจีน' อาจเกี่ยวข้องอย่างไรกับสารพิษลุ่มน้ำเหนือ ทำลายเศรษฐกิจชุมชน