
ชื่อของ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ กลายเป็นบุคคลปริศนาที่แวดวงตลาดทุนไทยกำลังสืบหาตัว หลังปรากฏรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า เธอเข้าถือหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนกว่า 7% คิดเป็นมูลค่าหุ้นรวม ณ ขณะนั้นกว่า 30,000 ล้านบาท
การโผล่พรวดขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบิ๊กคอร์ปอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยไม่มีใครเคยได้ยินชื่อและไม่เคยเป็นที่รู้จักในโลกธุรกิจมาก่อน นำมาสู่คำถามจากคนในตลาดทุนว่า บุคคลรายนี้เป็นใคร แหล่งเงินทุนของเธอมาจากไหน เหตุใดจึงสามารถเข้าซื้อหุ้นมูลค่ามหาศาลโดยแทบไม่มีข้อมูลปรากฏในแวดวงธุรกิจและตลาดทุนมาก่อน และระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแลกำลังมีช่องโหว่หรือไม่ ?
ตามข้อมูลในแบบ 246-2 ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ก.ล.ต. ระบุว่า สุภาพร พิมพงษ์ ได้เข้าซื้อหุ้น TRUE จำนวน 1,098,278,479 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569
ภายหลังการเข้าซื้อครั้งดังกล่าว ส่งผลให้เธอถือหุ้น TRUE รวม 1,274,122,958 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด จากเดิมที่ถือหุ้นอยู่ 175,844,479 หุ้น
การเข้าถือหุ้นดังกล่าว ทำให้ชื่อของ สุภาพร พิมพงษ์ ปรากฏขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TRUE และมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม ณ เวลานั้นกว่า 30,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ แบบรายงาน 246-2 ระบุว่า การทำรายการดังกล่าวดำเนินการผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และซื้อขายโดยตรงกับ UBS Group AG ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ
กรณีนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เมื่อสืบค้นประวัติการยื่นแบบ 246-2 ของสุภาพร พิมพงษ์ ย้อนหลัง 20 ปี ไปถึงปี 2549 แล้วพบว่า เธอเคยมีรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนหลายบริษัท โดยบางรายการมีสัดส่วนการถือหุ้นในระดับสูง
1. หุ้น TRUE – บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
วันที่ทำรายการ : 15 มิถุนายน 2569
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หุ้น” จำนวน 3.2174% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.8817% กลายเป็น 7.0992%
2. หุ้น KBANK – ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
วันที่ทำรายการ : 13 สิงหาคม 2568
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หุ้น” จำนวน 0.8605% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.2492% กลายเป็น 5.1097%
3. หลักทรัพย์ AAV – บริษัท เอเชีย อาวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)
วันที่ทำรายการ : 06 พฤศจิกายน 2566
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หลักทรัพย์แปลงสภาพ” จำนวน 1.334% ส่งผลให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.0022% กลายเป็น 5.3362%
4. หุ้น BBL ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
วันที่ทำรายการ : 11 เมษายน 2566
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หุ้น” จำนวน 0.0157% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.9965% กลายเป็น 5.0122%
5. หุ้น GJS – บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) รายการที่ 1
วันที่ทำรายการ : 02 กุมภาพันธ์ 2566
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หุ้น” จำนวน 8.2411% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 40.4531% กลายเป็น 48.6943%
6. หุ้น GJS – บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) รายการที่ 2
วันที่ทำรายการ : 09 กุมภาพันธ์ 2565
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หุ้น” จำนวน 40.4531% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 40.4539% กลายเป็น 80.9071%
7. หุ้น MAJOR – บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)
วันที่ทำรายการ : 14 กันยายน 2564
รายละเอียด : ได้มาซึ่ง “หุ้น” จำนวน 5.0176% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.9729% กลายเป็น 9.9906% (ทั้งในนามบุคคลและในกลุ่ม)
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลการยื่นแบบ 246-2 จะระบุสัดส่วนการถือครองในระดับที่สูง แต่ชื่อของ สุภาพร พิมพงษ์ ไม่ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในข้อมูลเปิดเผยของบริษัทเหล่านั้น โดยเฉพาะกรณี GJS ที่ข้อมูลแบบรายงานเคยระบุสัดส่วนการถือหุ้นสูงถึงระดับกว่า 80% ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดข้อมูลการถือหุ้นดังกล่าวจึงไม่ปรากฏในโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่นักลงทุนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้
สิ่งที่สร้างความสนใจมากกว่ามูลค่าการลงทุน คือ ตัวตนของนักลงทุนเพราะก่อนหน้านี้ ชื่อของ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ แทบไม่เคยปรากฏในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ ผู้บริหารบริษัท หรือบุคคลที่มีบทบาทในแวดวงธุรกิจและตลาดทุนไทยมาก่อน
การปรากฏชื่อบุคคลที่ไม่มีประวัติในตลาดทุนและแวดวงธุรกิจแต่สามารถเข้าถือหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ในระดับหมื่นล้านบาท ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยในวงการตลาดทุนว่านักลงทุนรายนี้เป็นผู้ลงทุนตัวจริงหรือมีบุคคลอื่นอยู่เบื้องหลัง หนึ่งในคำถามที่ถูกพูดถึง คือ เธออาจเป็นตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) ให้กับบุคคลหรือกลุ่มทุนอื่นหรือไม่
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสุภาพร พิมพงษ์ เป็นนอมินีของบุคคลใด และการตั้งข้อสงสัยดังกล่าวยังเป็นระดับคำถามจากสังคมและตลาดทุน
สิ่งที่ทำให้ประเด็นร้อนแรงขึ้น คือ หลังจากข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่ บริษัท TRUE ได้ออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 อาจมีความไม่ถูกต้อง
TRUE ระบุว่า ตามหมายเหตุบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหมายถึงข้อมูลอาจยังไม่ครบถ้วน หรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ
และข้อมูลที่ทำให้เรื่องนี้พลิกไปอีกทิศทางอย่างชัดเจน คือ TRUE ตั้งข้อสังเกตว่า รายละเอียดบางส่วนในแบบรายงานอาจไม่ถูกต้อง เนื่องจากแบบรายงานดังกล่าวระบุถึงการได้มาซึ่ง “หุ้นบุริมสิทธิ” ของบริษัท ซึ่ง TRUE ยืนยันว่า บริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว
ทั้งนี้ TRUE ระบุว่า ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน ซึ่งบริษัทฯ ได้รับทราบว่า สำนักงาน ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากบุคคลผู้ยื่นแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าว “สถานการณ์ในขณะนี้จึงต้องรอผลการสอบทานข้อมูลจากบุคคลดังกล่าวโดยสำนักงานก.ล.ต. ต่อไป ทั้งนี้ หากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญใด ๆ ในอนาคต บริษัทฯ จะเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง”
สำหรับตลาดทุนไทย เรื่องนี้นำไปสู่คำถามต่อความน่าเชื่อถือของระบบเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เนื่องจากแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ถือเป็นกลไกสำคัญที่ใช้เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ หากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านระบบมีความคลาดเคลื่อน หรือพบว่ามีข้อมูลที่อาจไม่ถูกต้อง ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อระบบตลาดทุน
ขณะเดียวกัน หากผลการตรวจสอบในท้ายที่สุดพบว่าเป็นการปลอมแปลงข้อมูล หรือมีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางการรายงานผ่านระบบเพื่อสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จ ก็จะกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของ ก.ล.ต. ในการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบเปิดเผยข้อมูล
จากคำถามที่เริ่มต้นว่า “สุภาพร พิมพงษ์ คือใคร” จึงขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ระบบเปิดเผยข้อมูลของตลาดทุนไทยมีความรัดกุมและน่าเชื่อถือเพียงใด
หลังเกิดกระแสตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง ก.ล.ต. จึงออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงและความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีดังกล่าว ในเวลาประมาณ 20.20 น. วันที่ 7 กรกฎาคม โดยมีรายละเอียดดังนี้
“ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ข้อมูลว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเชิงลึกในข้อเท็จจริงทั้งหมดของผู้รายงาน โดยที่ผ่านมาได้สอบทานกับผู้รายงาน ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้รายงานว่าเป็นผู้รายงานข้อมูลเข้ามาในระบบรายงาน 246-2
“อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบข้อสงสัยถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลที่รายงานหลายประการ จากข้อมูลการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ของผู้รายงานรายดังกล่าว ที่เข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา (และเพิ่งมีการรายงานใน 2 วันข้างต้น) การรายงานเป็นการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ด้วยตนเองในอดีตและไม่ปรากฏรายงานการจำหน่ายหลักทรัพย์ ซึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ใน 5 หลักทรัพย์ ที่ไม่พบชื่อผู้รายงานในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา (อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 1 หลักทรัพย์) รวมถึงการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางประเภทที่ผู้ออกหลักทรัพย์ไม่เคยออกหลักทรัพย์ดังกล่าว อีกทั้งการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางหลักทรัพย์ที่อาจมีสัดส่วนไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผย
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลการรายงานตามมาตรา 59 ออกจากระบบ ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้มีการเปลี่ยนสถานะของเครื่องหมายเพื่อเตือนผู้ลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าว โดยได้เพิ่มข้อความ ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ เพื่อความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนในการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย
“ทั้งนี้ ในกรณีที่พบว่า มีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ต่อไป โดยหากเป็นผู้ที่ไม่มีหน้าที่รายงานแต่มีเจตนารายงานเข้ามาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริง จะมีความผิดตามมาตรา 302/1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
รวมถึงหากพบความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น การกระทำความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ก.ล.ต. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป
“ในส่วนของระบบการรายงาน 246-2 เป็นแนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับสากล โดยเป็นวิธีการที่ให้ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลและรับรองความถูกต้องด้วยตนเอง (Self-declared reporting) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเผยให้ผู้ลงทุนได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมหรืออำนาจที่อาจเกิดขึ้นจากการถือครองหลักทรัพย์แปลงสภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม เมื่อพบข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่รายงาน ก.ล.ต. จะมีกระบวนการตรวจสอบและแจ้งเตือนรวมถึงเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป”
อ้างอิง : ตลท.[1], ตลท. [2], ก.ล.ต.
หมายเหตุ : เพิ่มเติมถ้อยแถลง ก.ล.ต. หลังเผยแพร่เนื้อหา