
สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เข้าตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมสถิติ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยระดมทุนได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ และจบวันแรกของการซื้อขายด้วยมูลค่าบริษัท (market cap) ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์
การเข้าตลาดของ SpaceX ครั้งนี้ยังทำให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กลายเป็น ‘trillionaire’ หรือบุคคลแรกของโลกที่มีมูลค่าทรัพย์สินทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากการถือหุ้นใน SpaceX และเทสลา (Tesla)
มาดูกันว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับหุ้น SpaceX บ้างในวันแรกของการเข้าเทรด และการเข้าตลาดของ SpaceX ส่งผลอย่างไรต่อตลาดทุนและอุตสาหกรรมเทคและอวกาศบ้าง
หุ้น SpaceX เข้าเทรดใน Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ ‘SPCX’ โดยราคา IPO อยู่ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น และเปิดตลาดจริงที่ราคา 150 ดอลลาร์
ระหว่างวัน ราคาหุ้น SpaceX ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 176.52 ดอลลาร์ ก่อนปิดวันแรกที่ 160.95 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 19% จบวันแรกด้วยมูลค่าบริษัทประมาณ 2.1-2.2 ล้านล้านดอลลาร์
และหลังตลาดปิด หุ้น SpaceX ยังบวกต่อในการซื้อขายนอกเวลา ส่งผลให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์
SpaceX กลายเป็นหุ้นที่ถูกซื้อขายหนักที่สุดในวันเปิดตัว โดยมีหุ้นเปลี่ยนมือมากกว่า 500 ล้านหุ้น ใกล้เคียงสถิติของ Facebook ในปี 2012 ที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ 580 ล้านหุ้นในวันเข้าเทรด
นักลงทุนรายย่อยแห่เข้าซื้ออย่างมหาศาล จน Citadel Securities ระบุว่า IPO ครั้งนี้มีคำสั่งซื้อจากรายย่อยสูงที่สุดเท่าที่เคยเห็นในระบบ IPO auction
ข้อมูลจาก VandaTrack ยังชี้ว่า SpaceX เป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิมากที่สุดในที่ 12 มิถุนายน ซึ่งมากกว่า Nvidia ที่เป็นหุ้นยอดนิยมแห่งยุคถึงกว่า 3.5 เท่า
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ IPO ครั้งนี้ คือ การที่ อีลอน มัสก์ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีมูลค่าทรัพย์สินทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเรียกว่าเป็น ‘trillionaire’ (มหาเศรษฐีล้านล้าน) คนแรกของโลก
แรงส่งหลักมาจากมูลค่าของ SpaceX ที่พุ่งขึ้นเหนือ 2 ล้านล้านดอลลาร์ทันทีที่เข้าตลาด ขณะที่มัสก์ยังคงถือหุ้นและสิทธิ์โหวตส่วนใหญ่ของบริษัท
เอกสาร IPO ของ SpaceX เปิดเผยว่า หลังเข้าตลาด มัสก์จะยังถืออำนาจโหวตราว 82% ผ่านหุ้น Class B ทำให้เขายังคุมทิศทางบริษัทได้เกือบเบ็ดเสร็จ
นอกจาก SpaceX แล้วมัสก์ยังถือหุ้นจำนวนมากใน Tesla รวมถึงมีอิทธิพลต่อธุรกิจอย่าง xAI และ X (Twitter เดิม) ที่ถูกรวมเข้ามาอยู่ในอาณาจักร SpaceX นักลงทุนจำนวนมากจึงไม่ได้มองว่า SpaceX เป็นแค่ ‘บริษัทจรวด’ แต่คือการซื้อเข้าไปใน ecosystem ทั้งหมดของมัสก์ ซึ่งรวมทั้งอวกาศ AI ดาวเทียม โซเชียลมีเดีย และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในอนาคต
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มูลค่า SpaceX ถูกประเมินในระดับสูง คือ บริษัทไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านอวกาศแบบเดิมอีกต่อไป แต่นักลงทุนจำนวนมากมองว่า SpaceX กำลังกลายเป็น infrastructure layer ของอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ระบบสื่อสารทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ ระบบส่งข้อมูลระหว่างโลกกับวงโคจร ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจอวกาศในระยะยาว
บางมุมมองถึงขั้นเปรียบ SpaceX กับโครงสร้างพื้นฐานอย่าง ‘ทางรถไฟ’ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนบทบาทในฐานะตัวเชื่อมเศรษฐกิจยุคใหม่ มากกว่าธุรกิจอวกาศเพียงอย่างเดียว
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างรายได้และธุรกิจของ SpaceX ก็ขยายออกจากธุรกิจจรวดไปสู่หลายแกนมากขึ้น จากบริษัทที่เริ่มต้นด้วยการพัฒนาจรวด reusable rocket กลายเป็นกลุ่มธุรกิจ (conglomerate) ที่ครอบคลุมทั้งการปล่อยจรวด ดาวเทียม Starlink ธุรกิจ AI ผ่าน xAI และ Grok รวมถึงธุรกิจแพลตฟอร์ม X หรือ Twitter เดิม
การควบรวม xAI ทำให้ SpaceX ถูกมองเป็น ‘AI stock’ มากขึ้นควบคู่ไปกับบทบาทด้านอวกาศ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ valuation ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
เอกสาร IPO ระบุว่า AI เพียงอย่างเดียวอาจมีมูลค่าโอกาสทางธุรกิจสูงถึง 26.5 ล้านล้านดอลลาร์ จาก total addressable market รวม 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง SpaceX เรียกว่า เป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าตัวเลขดังกล่าวมีความท้าทายสูง และอาจสะท้อนความคาดหวังต่ออนาคตมากกว่าพื้นฐานธุรกิจในปัจจุบัน
หลายสำนักมองว่า SpaceX ไม่ได้แค่ทำ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่กำลัง ‘เขียนกติกาใหม่’ ให้ตลาดทุนสหรัฐฯ
โดยปกติบริษัทที่ยังขาดทุนหนักและมี valuation สูงมาก มักถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนสถาบัน แต่ SpaceX กลับได้รับความต้องการซื้ออย่างมหาศาล ทั้งจากรายย่อยและกองทุนขนาดใหญ่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ตลาดกำลังกลับเข้าสู่ยุคที่ ‘เรื่องเล่าอนาคต’ สำคัญกว่ากำไรระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าบริษัทนั้นอยู่ในธีม AI หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
แม้ตลาดจะตอบรับ IPO ของ SpaceX อย่างร้อนแรง แต่หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ valuation
SpaceX มีรายได้ราว 18,700 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา แต่ยังขาดทุนประมาณ 4,900 ล้านดอลลาร์ และสะสมผลขาดทุนรวมกว่า 41,300 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2002
เมื่อเทียบกับบริษัทระดับ trillion-dollar รายอื่น ๆ SpaceX ยังมีขนาดรายได้เล็กกว่ามาก และยังไม่สามารถทำกำไรได้
อัตราส่วนราคาต่อรายได้ (price-to-revenue) ของบริษัทอยู่ราว 112 เท่า สูงกว่าหุ้น mega cap ส่วนใหญ่ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
นักลงทุนจำนวนมากมองว่า SpaceX ไม่ใช่หุ้นที่ซื้อด้วยตัวเลขกำไรระยะสั้น แต่เป็นการเดิมพันกับความสามารถของ อีลอน มัสก์ ในการสร้างธุรกิจใหม่ขนาดมหาศาล และมีประสบการณ์บริหารบริษัทมหาชนมานานผ่าน Tesla
หลายคนเปรียบเทียบ SpaceX กับ Amazon ในยุคแรก ที่เคยถูกมองว่า ราคาแพงและขาดทุน แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของผู้คนทั้งโลก
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังระดับสูงนี้ก็มาพร้อมความผันผวนสูงเช่นกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า หุ้นอาจแกว่งแรงในช่วงแรก เพราะ free float ยังมีไม่มาก และ valuation อยู่ในระดับตึงตัว
วันเดียวกับที่ SpaceX เข้าตลาด หุ้นบริษัทอวกาศและดาวเทียมอื่น ๆ อย่าง Rocket Lab, Redwire, Planet Labs และ EchoStar ปรับตัวลงแรง สะท้อนปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘capital concentration’ (การกระจุกตัวของเงินทุน) หรือการที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดเพียงไม่กี่ราย
นักลงทุนจำนวนมากดูเหมือนจะมองว่า หากจะเดิมพันกับอนาคตอวกาศและ AI ก็ควรเลือก ‘ผู้ชนะตัวจริง’ มากกว่ากระจายเงินไปยังบริษัทเล็ก
ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งยากขึ้น เพราะบริษัทขนาดเล็กจะเข้าถึงเงินทุนได้ลำบากกว่าเดิม
หลัง SpaceX เปิดตัวแรง ตลาดจับตาที่ OpenAI และ Anthropic ที่จะตามเข้าตลาดในลำดับถัดไป
ความสำเร็จของ SpaceX ไม่ได้สำคัญแค่กับบริษัทเดียว แต่ยังช่วย กระตุ้นความสนใจของนักลงทุนต่อหุ้น AI ที่มี valuation สูงด้วย
หาก IPO ของบริษัท AI รายใหญ่ตามมาจริง ตลาดอาจเข้าสู่รอบใหม่ของ tech boom คล้ายยุค dot-com หรือยุค mobile internet
แต่ในอีกด้าน นักวิเคราะห์บางส่วนก็เตือนว่า valuation ระดับนี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะ ‘AI exuberance’ หรือความคาดหวังที่ร้อนแรงเกินพื้นฐาน
ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา SpaceX เป็นบริษัทที่คนส่วนใหญ่รู้จักแต่ซื้อไม่ได้ หุ้น SpaceX ถูกถือโดย VC รายใหญ่ นักลงทุนสถาบัน และพนักงานภายใน ทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์บริษัทเอกชนระดับตำนาน
การ IPO จึงเป็นเหมือนการเปิดประตูให้มวลชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องเล่าของบริษัท
นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมแม้แต่นักลงทุนรายย่อยที่ได้จัดสรรหุ้นเพียง 1 หุ้น ก็ยังโพสต์เฉลิมฉลองกันในโลกออนไลน์ เพราะหลายคนมองว่านี่ไม่ใช่แค่การซื้อหุ้น แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของ SpaceX
แม้ SpaceX ยังไม่มีกำไร จึงยังเข้า S&P 500 ไม่ได้ แต่ตลาดคาดว่าบริษัทจะถูกนำเข้าดัชนี Nasdaq 100 แบบ fast-track ภายในเวลาไม่นาน
หากเกิดขึ้นจริง ETF และกองทุน passive ทั่วโลกที่อิงดัชนี Nasdaq 100 จะต้องทยอยซื้อหุ้น SpaceX อัตโนมัติ
นั่นหมายความว่าดีมานด์ต่อหุ้นอาจไม่ได้มาจากความเชื่ออย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะมีเม็ดเงินจากระบบกองทุนทั่วโลกไหลเข้ามาเพิ่มในเชิงโครงสร้าง และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากรีบเข้าซื้อหุ้นตั้งแต่วันแรก
การเข้าตลาดไม่ได้มีแต่ข้อดี เพราะจากนี้ SpaceX จะต้องเปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะทุกไตรมาส และเผชิญแรงกดดันจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนมากขึ้น หากราคาหุ้นผันผวนหรือร่วงแรง แผนระยะยาวของบริษัทก็อาจได้รับผลกระทบ
อีกจุดที่ถูกจับตาคือโครงสร้างอำนาจของบริษัทที่อีลอน มัสก์ ยังคุมสิทธิ์โหวตราว 82% ผ่านหุ้น Class B ทำให้เขายังมีอำนาจตัดสินใจเกือบเบ็ดเสร็จ
สำหรับแฟนคลับของมัสก์ เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม ก็ถือเป็น governance risk หากวันหนึ่งบริษัทเผชิญปัญหาใหญ่แล้วผู้ถือหุ้นต้องการเปลี่ยนผู้นำ