
ขณะนี้ สังคมอเมริกันกำลังเผชิญกับภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เด่นชัดที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ครัวเรือนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องแบกรับภาระค่าเดินทางในชีวิตประจำวันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
ในทางกลับกัน บริษัทพลังงานระดับโลกของสหรัฐฯ อย่าง Chevron และ ExxonMobil กลับรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่เติบโตอย่างมหาศาล โดยได้อานิสงส์จากความตึงเครียดทางยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งฝั่งการเมืองและประชาชนที่รู้สึกว่ากำลังถูกเอาเปรียบ
อะไรคือปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้บรรดายักษ์ใหญ่ด้านพลังงานกวาดกำไรเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผู้บริโภคต้องดิ้นรน และวิกฤตนี้จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ผลประกอบการในไตรมาสที่สองของบริษัทพลังงานชั้นนำในสหรัฐฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดด นำโดย Chevron ซึ่งรายงานกำไรสุทธิสูงที่สุดในรอบ 6 ปี แตะระดับ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนคู่แข่งสำคัญอย่าง ExxonMobil ทำกำไรรายไตรมาสได้ดีที่สุดในรอบ 4 ปี ที่ 9,200 ล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ Valero Energy ทำกำไรไตรมาสสองสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3,700 ล้านดอลลาร์ฯ
ปัจจัยหลักที่หนุนกำไรมหาศาลนี้ มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี โดยมีชนวนเหตุจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่กระทบต่อการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานหลักถึง 1 ใน 5 ของโลก นอกจากนี้ Chevron ยังได้เปรียบเชิงโครงสร้างเนื่องจากมีการผลิตในสหรัฐฯ สูงกว่า 70% และมีความเสี่ยงในพื้นที่ความขัดแย้งต่ำกว่า 5%
ความสำเร็จเชิงธุรกิจนี้ทำให้ Chevron ประกาศจ่ายโบนัสแก่พนักงานส่วนใหญ่เป็นจำนวนเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินเดือนพื้นฐานประจำเดือน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กำไรอันมหาศาลนี้อย่างรุนแรงว่า "มากเกินไป" พร้อมทั้งตำหนิ ไมค์ เวิร์ธ ซีอีโอของเชฟรอน ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ไม่ยอมให้เครดิตนโยบายของรัฐบาลที่เคยช่วยเหลืออุตสาหกรรมน้ำมันไว้
ในมุมของผู้บริโภค ผลประโยชน์ของบริษัทพลังงานไม่ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนหน้าตู้จ่ายน้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วอเมริกาพุ่งทะลุ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน โดยปัจจุบันอยู่ที่ 4.09 ดอลลาร์ แม้จะลดลงเล็กน้อยจาก 4.11 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน แต่ยังคงสูงกว่าระดับ 3.82 ดอลลาร์เมื่อเดือนที่แล้ว และเพิ่มขึ้นอย่างมากจากราคาเฉลี่ย 2.98 ดอลลาร์ในช่วงที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ข้อมูลวิเคราะห์จาก Bank of America ชี้ว่า ผู้บริโภคทั่วไปต้องแบ่งเงินถึง 4.2% ของรายได้ไปกับค่าน้ำมัน เพิ่มขึ้นจาก 3.9% ในปี 2019 แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ซึ่งพบว่ามีมากกว่า 10% ของครัวเรือนกลุ่มนี้ ที่ต้องเจียดเงินมากกว่า 10% ของรายได้ต่อเดือนเพียงเพื่อจ่ายค่าน้ำมันสำหรับเดินทางไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวัน
สถานการณ์ตึงเครียดยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1983 โดยลดลงอีก 2.8 ล้านบาร์เรลภายในสัปดาห์เดียว เหลือปริมาณน้ำมันสำรองอยู่เพียง 304.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่ออุปทานพลังงานของรัฐบาลที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
การวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมน้ำมันดังมาจากทุกฝ่าย รวมถึง สว. เชลดอน ไวท์เฮาส์ จากพรรคเดโมแครต ที่ออกมาประณามผลกำไรนี้ว่าเป็นเพียง "ลาภลอย" จากการกำหนดราคาของกลุ่มการค้า ไม่ใช่เงินที่หามาด้วยความชอบธรรม ทว่าการลดราคาน้ำมันกลับเป็นเรื่องยากเนื่องจากบริษัทเอกชนต้องยึดหลัก "ความสูงสุดของผู้ถือหุ้น" ซึ่งเป็นภาระผูกพันเชิงบริหารที่ต้องรักษาผลประโยชน์และเงินปันผลของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก
ด้านผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมองว่า ทางออกชั่วคราวที่เป็นไปได้มากที่สุดในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน คือการสั่งพักการเก็บภาษีน้ำมัน (Gas Tax) ของรัฐบาล ซึ่งแต่ละรัฐมีอัตราต่างกัน เช่น รัฐเทกซัสเก็บอยู่ที่ 20 เซนต์ต่อแกลลอน ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียสูงถึง 63 เซนต์ต่อแกลลอน แต่ทางทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงท่าทีตอบรับต่อข้อเสนอนี้แต่อย่างใด
ปัญหานี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากผลสำรวจของ Washington Post/Ipsos ระบุว่า ประชาชนถึง 54% ยกให้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจากการขาดแคลนอุปทานจะยิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งราคาและปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้