
เหตุการณ์ผู้อพยพจำนวนหลายหมื่นคนว่ายข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ "เซวตา" ดินแดนส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตความมั่นคงหรือปัญหาด้านมนุษยธรรมในพื้นที่เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นชนวนความตึงเครียดระลอกใหม่ที่สั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปอย่างหนัก
ชนวนความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวเริ่มลุกลามจนส่งผลกระทบต่อเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค เมื่อชาติสมาชิกบางประเทศตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งด่านตรวจและระงับข้อตกลงเชงเกนกับสเปนเป็นการชั่วคราว สิ่งนี้กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งว่าจะกลายเป็นอุปสรรคชะลอการขนส่งสินค้า เพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์ และกระทบต่อการค้าเสรีข้ามพรมแดน
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตครั้งนี้ยังสะท้อนถึงรอยร้าวลึกในมุมมองทางเศรษฐกิจ ระหว่างสเปนที่ต้องการแรงงานมาแก้วิกฤตสังคมสูงวัย กับกลุ่มชาติ EU ที่มองว่า การผ่อนปรนจะยิ่งสร้างภาระสวัสดิการมหาศาล SPOTLIGHT ชวนเจาะลึกผลกระทบทางเศรษฐกิจ ภาพรวมความเสียหายต่อตลาดร่วมยุโรป และทางออกของวิกฤตเชงเกน
วิกฤตการณ์ที่เมืองเซวตา เริ่มต้นขึ้นจากการทะลักเข้ามาของผู้อพยพจำนวนหลายหมื่นคน โดยสเปนประเมินว่า มีผู้อพยพข้ามแดนกลับไปยังโมร็อกโกแล้วราว 69,500 คน ท่ามกลางความสูญเสียที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการถึง 83 ราย (ฝั่งสเปน 72 ราย และฝั่งโมร็อกโก 11 ราย) เหตุการณ์ฉุกเฉินนี้ส่งผลให้ เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ต้องออกมารียกร้องการ "ดำเนินการร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว" พร้อมส่งสัญญาณให้ชาติสมาชิกยกระดับการเฝ้าระวังและใช้เครื่องกีดขวางทางกายภาพบริเวณชายแดนภายนอกให้เข้มงวดขึ้น
ทว่า เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นชนวนรอยร้าวทางการเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่ออิตาลี นำโดย จอร์เจีย เมโลนี ประกาศระงับข้อตกลงเชงเกนกับสเปนเป็นการชั่วคราว โดยได้รับการสนับสนุนจากเดนมาร์ก ฟินแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก เพื่อโจมตีนโยบายของสเปนที่เคยเปิดทางให้ผู้อพยพผิดกฎหมายยื่นขอใบอนุญาตทำงานได้ ขณะที่ นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ของสเปน ได้ออกมาโต้ตอบอย่างรุนแรงว่า เซวตาไม่ได้อยู่ในเขตเชงเกนตั้งแต่แรก และการโจมตีสเปนของบางประเทศใน EU นั้นขับเคลื่อนด้วยอคติ ข่าวปลอม และผลประโยชน์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น
นอกจากนี้ การแพร่สะพัดของข่าวลือบนโซเชียลมีเดียที่บิดเบือนคำตัดสินของศาลฎีกาสเปนว่า "สเปนเปิดชายแดนและไม่สามารถผลักดันคนกลับได้ทันที" ก็กลายเป็นตัวกระพือโหมให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากเสี่ยงชีวิตว่ายน้ำข้ามพรมแดน แม้ในความเป็นจริงส่วนใหญ่จะต้องถูกส่งตัวกลับก็ตาม ความวุ่นวายทางการเมืองและข่าวลือทางออนไลน์เหล่านี้เอง ที่กำลังผลักดันให้ปัญหาพรมแดนลุกลามไปสู่การจำกัดการเดินทางและการตั้งด่านตรวจที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
การตัดสินใจของอิตาลีและชาติสมาชิกบางประเทศในการระงับข้อตกลงเชงเกนกับสเปน และกลับมาสุ่มตรวจเอกสารบริเวณชายแดน กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอุปสรรคทางการค้า แม้สเปนจะยืนยันว่าการข้ามแดนที่เซวตาถูกควบคุมไว้ได้แล้ว แต่การตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองระหว่างประเทศสมาชิก ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความยืดหยุ่นในการเดินทางข้ามพรมแดน
หัวใจสำคัญของระบบเชงเกนคือการสร้าง "ตลาดร่วมยุโรป" (EU Single Market) ที่อนุญาตให้สินค้า บริการ และแรงงานเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีโดยไร้พรมแดน การที่ด่านตรวจชายแดนถูกนำกลับมาใช้ชั่วคราว แม้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานและการเดินทางท่องเที่ยวหยุดชะงักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ต่างกังวลว่า การตรวจเข้มบริเวณชายแดนจะทำให้รถขนส่งสินค้าต้องจอดคอยเป็นเวลานาน ซึ่งหมายถึงต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าน้ำมัน ค่าแรงช่างขับรถ และความเสียหายของสินค้าที่เสื่อมสภาพง่าย หากความตึงเครียดทางการเมืองนี้บานปลายจนมีการปิดพรมแดนเพิ่มเติม
ในท้ายที่สุด การทะเลาะเบาะแว้งกันเองระหว่างประเทศสมาชิก EU ได้สะท้อนให้เห็นว่า ผลประโยชน์ทางการเมืองในประเทศกำลังเข้ามากดดันจนพื้นที่การประนีประนอมลดลง และอาจส่งผลให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคต้องพุ่งสูงขึ้น จากมาตรการควบคุมชายแดนที่เข้มงวดเกินความจำเป็น
ในมิติการบริหารจัดการภายในประเทศ สเปนต้องแบกรับภาระงบประมาณฉุกเฉินมหาศาลทันที ทั้งค่าใช้จ่ายในการระดมกำลังตำรวจ ทหาร ปฏิบัติการส่งกลับ และการดูแลผู้เยาว์ที่ตกค้างกว่า 1,000 คน รวมถึงการเจียดงบเร่งด่วนเพื่อสร้างแนวป้องกันทางทะเล เช่น ทุ่นไข่ปลาและรั้วกั้นเพื่อยับยั้งการว่ายน้ำข้ามแดนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนกลับมองการย้ายถิ่นฐานในมุมที่แตกต่างจากชาติสมาชิกอื่น โดยเห็นว่าการเปิดโอกาสให้ผู้อพยพเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือตัวช่วยทางเศรษฐกิจที่จำเป็นในการเติมเต็มตลาดแรงงานและการรับมือกับวิกฤตโครงสร้างประชากรที่สเปนกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว
ทว่า ท่าทีดังกล่าวกลับถูกชาติ EU อื่น ๆ มองว่าเป็น "ปัจจัยดึงดูด" ที่จะยิ่งซ้ำเติมภาระงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมของยุโรปในระยะยาว ขณะเดียวกัน ตัวเลขเยาวชนโมร็อกโกที่ไร้งานทำและไม่ได้อยู่ในระบบศึกษาสูงถึง 25% ก็ยังคงเป็น "แรงดันทางเศรษฐกิจ" ต้นทางที่พร้อมจะผลักดันคนทะลักเข้ามาอีกเรื่อย ๆ
วิกฤตเซวตาจึงเป็นสะพานเชื่อมที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างแอฟริกาเหนือกับยุโรป ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่บีบให้ EU ต้องจ่ายราคาแพง ไม่ว่าจะจ่ายในรูปของงบประมาณควบคุมชายแดนที่พุ่งสูง หรือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากความแตกแยกภายในก็ตาม