
ที่ดิน 2,353 ไร่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในย่านคลองเตย กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลัง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดแนวคิดลดบทบาทท่าเรือกรุงเทพ และย้ายภารกิจขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเปิดทางนำพื้นที่เดิมมาพัฒนาเชิงพาณิชย์
แนวคิดเบื้องต้นที่พิพัฒน์เผย คือ การพัฒนาโครงการในรูปแบบเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (entertainment complex) ที่ไม่มีกาสิโน พร้อมที่อยู่อาศัยระดับคุณภาพ ศูนย์การค้า โครงการเชิงพาณิชย์ รวมถึงท่าเรือสำราญและท่าเรือยอชต์ โดยเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในรูปแบบสัมปทานระยะยาว
ก่อนหน้านี้ พื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ หรือท่าเรือคลองเตย เคยถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพสำหรับโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยผลักดัน โดยมี ‘กาสิโน’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุน แต่แนวคิดนี้เผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงจากประเด็นกาสิโน จนท้ายที่สุดไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
จุดยืนในเรื่องกาสิโนของพรรคภูมิใจไทยต่างออกไปจากเพื่อไทย ภูมิใจไทยไม่สนับสนุนเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของรัฐบาลเพื่อไทย และเมื่อเป็นแกนนำรัฐบาลก็ไม่ได้สานต่อ
แต่เมื่อต้นปี 2569 พิพัฒน์ รองนายกฯ และรมว.คมนาคมจากภูมิใจไทยเปิดแนวคิดที่ว่าอยากให้มีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในรูปแบบที่ไม่มีกาสิโนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะผลักดันเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในแบบฉบับของตนเองที่ไม่มีกาสิโน
กระทั่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พิพัฒน์เปิดเผยแนวคิดสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ท่าเรือกรุงเทพ ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยเสนอให้ย้ายภารกิจท่าเรือกรุงเทพไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง และนำที่ดิน 2,353 ไร่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของการท่าเรือฯ มาพัฒนาใหม่ โดยระบุว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ ตลอดจนกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิง
ข้อเสนอของพิพัฒน์มีสองเรื่องเดินคู่กัน เรื่องแรก คือ การย้ายท่าเรือกรุงเทพไปรวมศูนย์การขนส่งสินค้าหลักไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง และเรื่องที่สอง คือ การนำพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หากการย้ายท่าเรือเกิดขึ้นได้
เหตุผลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมใช้สนับสนุนการย้ายท่าเรือ คือ ข้อจำกัดของท่าเรือกรุงเทพซึ่งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรื่องเรือต้องเสียเวลาล่องจากอ่าวไทยเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และเรื่องร่องน้ำที่ไม่ลึกเพียงพอต่อการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ ต่างจากท่าเรือแหลมฉบังที่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ และอยู่ระหว่างการพัฒนาระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่ง
พิพัฒน์มองว่าไทยไม่จำเป็นต้องบริหารท่าเรือสินค้าหลักสองแห่งพร้อมกัน การรวมศูนย์ไปที่แหลมฉบังจะช่วยลดต้นทุนด้านบุคลากรและการบริหาร เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ลดการนำรถบรรทุกเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ โดยท่าเรือกรุงเทพจะค่อย ๆ ลดบทบาทลงในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การย้ายยังไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมตรวจสอบมติ ครม. และวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังว่า เดิมมีนโยบายรองรับการย้ายภารกิจจากท่าเรือกรุงเทพหรือไม่ หากพบว่ามี ก็จะยึดแนวนโยบายเดิม แต่หากไม่มี จะต้องหารือและเสนอ ครม. ต่อไป
หากย้ายท่าเรือได้สำเร็จ พื้นที่กว่า 2,353 ไร่จะถูกพัฒนาใหม่ โดยแนวคิดของพิพัฒน์ไม่ได้มีเพียงเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่ยังประกอบด้วยที่อยู่อาศัยระดับคุณภาพ ศูนย์การค้า และโครงการเชิงพาณิชย์ รวมถึงท่าเรือสำราญและท่าเรือยอชต์
ส่วนหนึ่งของพื้นที่จะถูกจัดสรรไว้สำหรับชุมชนคลองเตย โดยพิพัฒน์ระบุว่า เบื้องต้นอาจใช้พื้นที่ประมาณ 500-600 ไร่ พัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนกว่า 40,000 คน หรือประมาณ 12,600 ครัวเรือน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สวนสาธารณะ และโรงพยาบาลชุมชน โดยจะเป็นการสร้างอาคารแนวสูง
พื้นที่ส่วนที่เหลือจะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านสัมปทานระยะยาว โดยรัฐบาลตั้งใจนำรายได้จากการพัฒนาพื้นที่กลับเข้าสู่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และแบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ และสาธารณูปโภค
การย้ำว่าเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของรัฐบาลภูมิใจไทยไม่มีกาสิโน ทำให้รูปแบบโครงการแตกต่างจากแนวคิดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในจุดที่สำคัญอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องการใช้พื้นที่คลองเตยหมดไป เพราะคำถามจากฝ่ายคัดค้านไม่ได้มีเพียงเรื่องการพนัน แต่ยังรวมถึงการใช้ที่ดิน ผลกระทบต่อคนในพื้นที่ และผลกระทบด้านโลจิสติกส์
แรงต้านสำคัญมาจากคนในระบบท่าเรือโดยตรง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพนักงาน กทท. รวมตัวกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานกรรมการและคณะกรรมการ กทท. เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการปิดและย้ายท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ยืนยันว่าไม่มีกาสิโน
สหภาพแรงงานฯ มองว่า ท่าเรือกรุงเทพเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบโลจิสติกส์ไทย สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน การปิดหรือย้ายท่าเรือจึงอาจกระทบทั้งผู้ประกอบการ สายการเดินเรือ พนักงาน และห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและบทบาทของ กทท.
พร้อมกันนี้ สหภาพแรงงานฯ เรียกร้องให้บอร์ด กทท.ชี้แจงแนวทางและรายละเอียดของแผนย้ายท่าเรืออย่างชัดเจน รวมถึงเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องรับทราบ โดยระบุว่าจะติดตามความคืบหน้าภายใน 7 วัน และหากยังไม่มีความชัดเจน จะเดินหน้าคัดค้านนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่
ร้อยตำรวจเอก พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกคนที่คัดค้านแนวคิดการใช้ที่ดินคลองเตย โดยตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงเลือกพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่แล้ว ทั้งที่การท่าเรือฯ ยังมีที่ดินอื่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และเสนอว่าหากจะนำพื้นที่กลับมาพัฒนา ควรคำนึงถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย พื้นที่สาธารณะ และการสร้างงานสำหรับคนในพื้นที่
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังหยิบประเด็นแรงงานที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือขึ้นมาทักท้วงด้วย ทั้งพนักงานการท่าเรือ แรงงานขนถ่ายสินค้า สายเรือ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยมองว่าหากมีการย้ายท่าเรือจริง รัฐต้องมีมาตรการรองรับเรื่องอาชีพ รายได้ การจ้างงานต่อเนื่อง และการฝึกทักษะใหม่ ไม่ใช่ดูแลเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยของชุมชน
อีกเสียงทักท้วงมาจาก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจรและขนส่ง ที่มองว่า การย้ายท่าเรือคลองเตยสามารถเป็นแนวทางที่ถูกต้องได้ แต่ต้องพิจารณาต้นทุนของระบบโลจิสติกส์ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะต้นทุนการบริหารของการท่าเรือฯ
เหตุผล คือ สินค้าจำนวนมากที่เข้าท่าเรือคลองเตยมีปลายทางอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หากย้ายไปแหลมฉบังทั้งหมด สินค้าจะต้องถูกขนกลับเข้ามาด้วยรถบรรทุกหรือระบบราง ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการขนส่ง และท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับไปยังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ดร.สามารถเสนอให้ลดบทบาทท่าเรือคลองเตยแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ไม่ลงทุนอุปกรณ์ใหม่และย้ายการลงทุนใหม่ไปที่แหลมฉบัง เพื่อให้ผู้ประกอบการทยอยเปลี่ยนไปใช้บริการแหลมฉบังตามประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องสั่งปิดท่าเรือในทันที
ที่ดินคลองเตยไม่ได้เพิ่งถูกมองเห็นศักยภาพ เพราะการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) มีแผนแม่บทพัฒนาท่าเรือกรุงเทพในพื้นที่ย่านคลองเตยที่ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2562
แผนแม่บทเดิมของการท่าเรือฯ ที่เคยศึกษาไว้ครอบคลุมพื้นที่ 2,353 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 กลุ่ม ครอบคลุมอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย medical hub, smart community และพื้นที่ค้าปลีกแบบ mixed-use โรงแรม duty free พื้นที่พาณิชย์ ศูนย์แสดงสินค้า และสำนักงาน e-commerce รวมถึงพื้นที่คลังสินค้าและจอดรถบรรทุก sport complex และสวนสาธารณะ ส่วนพื้นที่ท่าเรือมีแนวคิดพัฒนาเป็น smart port พร้อมท่าเทียบเรือตู้สินค้าและเรือสินค้าชายฝั่ง ขณะที่อีกโซนวางไว้สำหรับท่าเรือสำราญ
ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าที่ดินคลองเตยจะไม่มีแผนพัฒนาใด ๆ หากไม่สร้างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์ระบุว่า หากจะเดินหน้าแนวทางใหม่ แผนแม่บทเดิมจะต้องถูกทบทวน หรือถึงขั้น “ปฏิวัติแผน” โดยต้องหารือกับปลัดกระทรวงคมนาคม บอร์ด กทท. ชุมชน และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การท่าเรือแห่งประเทศไทยก่อน
นั่นหมายความว่า แนวทางที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกำลังผลักดันไม่ใช่การพยายามจะนำเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ท่าเรือคลองเตยภายใต้แผนแม่บทเดิมของ กทท. แต่รัฐบาลภูมิใจไทยต้องการวางพิมพ์เขียวการพัฒนาพื้นที่ใหม่
การที่เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ถูกเล็งให้กลับมาอยู่ในพื้นที่คลองเตยอีกครั้ง แม้จะไม่ใช่รูปแบบเดียวกับที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยเสนอ แต่ก็สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า พื้นที่ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงผืนนี้เป็นพื้นที่หายากที่มีศักยภาพที่จะนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกำลังทำในเวลานี้เป็นการผลักดันเงื่อนไขที่จะทำให้สามารถนำพื้นที่คลองเตยไปใช้ประโยชน์รูปแบบใหม่ โดยมีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นหนึ่งในนั้น แต่หากยังไปไม่ถึงขั้นนั้น พื้นที่คลองเตยก็ยังมีแผนแม่บทเดิมของ กทท. เป็นอีกทางเลือก และอาจถูกหยิบกลับมาพิจารณาใหม่โดยรัฐบาลในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนไม่เร็วก็ช้า คือ พื้นที่ท่าเรือคลองเตยจะต้องถูกพัฒนาใหม่ โดยลดบทบาทท่าเรือขนส่งสินค้าลง แต่ต้องจับตาดูว่าแผนการพัฒนาในต่างยุคต่างสมัยจะถูกปรับไปอย่างไร
.
อ้างอิง : ทำเนียบรัฐบาล, เดลินิวส์, ไทยรัฐ, ผู้จัดการ, สหภาพฯ, พงศกร ขวัญเมือง, สามารถ ราชพลสิทธิ์, กรุงเทพธุรกิจ