
เศรษฐกิจไทยในปีนี้ถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีที่อัตราการเติบโตมีแนวโน้มต่ำกว่า 1% ปัจจัยกดดันสำคัญยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และการตัดสินใจใช้จ่ายของภาคครัวเรือน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยช่วงต้นปี 2569 ยังพอมีแรงประคองจากเม็ดเงินภาครัฐ ผ่านมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่แรงส่งดังกล่าวมีแนวโน้มแผ่วลงในระยะถัดไปจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายปีก่อนจากชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีลักษณะเป็นเพียงชั่วคราว เมื่อเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากสินเชื่อภาคเอกชนที่ยังหดตัวต่อเนื่อง
SCB EIC มองว่าแรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยในปีนี้จะอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ภาคท่องเที่ยวแม้ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญ แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มฟื้นจากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เช่น ยุโรป อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมา จากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ อย่างไรก็ดี ระดับการฟื้นตัวยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจอื่นได้ทั้งหมด
ด้านการส่งออก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัว หลังจากขยายตัวสูงในปี 2568 โดยจะได้รับผลกระทบจากทิศทางภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น หลังช่วงเร่งส่งออกล่วงหน้า (front-loading) ในปีก่อน ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเผชิญแรงกดดันด้านคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขัน
ในมิติการเมือง SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะใช้เวลาราว 5 เดือน และรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ไทม์ไลน์ดังกล่าวยังมีความเสี่ยงล่าช้า จากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีร้องเรียนผลการเลือกตั้ง ความไม่สงบตามแนวชายแดนกัมพูชาหากเกิดขึ้นอีกครั้ง หรือการตัดสินคดีการเมืองสำคัญ รัฐบาลผสมชุดใหม่ยังอาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากอาจไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงแบบเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566
ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งอาจประกาศใช้ล่าช้าเพียง 1–2 เดือน แต่มีความเสี่ยงจะยืดเยื้อกว่านั้น หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือมีการปรับแก้ร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ของรัฐบาล ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปีอาจสะดุด และลดบทบาทของภาครัฐในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเน้นการอัดฉีดเงินอุดหนุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร คุณภาพแรงงาน ความเหลื่อมล้ำและสวัสดิการ ไปจนถึงธรรมาภิบาลภาครัฐ นโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นทิศทางการปฏิรูประบบรายได้และรายจ่ายของรัฐอย่างชัดเจน ภายใต้แรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น หลังระดับหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศจากเสถียรภาพการคลังที่อ่อนแอลง
ในบริบทดังกล่าว SCB EIC ประเมินว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี และทรงตัวในระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สูง และการหดตัวของสินเชื่อภาคเอกชน ซึ่งทำให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจึงมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเสริมประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs
SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวราว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2568 ตามทิศทางการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น หลังจากมีการเร่งส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในปีก่อน เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากการจ้างงานภาคธุรกิจที่ลดลง แม้การลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตัว
เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มชะลอตัวตามความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปรับแย่ลง แม้การใช้จ่ายภาครัฐจะเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตและการส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนต่อไป ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์จากต่างประเทศ แต่ยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยมีปัจจัยการเมืองจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่าพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันจะยังคงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไป
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญอีกครั้ง จากการปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ ส่งผลให้สหรัฐฯ เร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ยุทธศาสตร์ ผ่านการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษี เพื่อกดดันประเทศคู่ค้าและพันธมิตร สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันยังดำเนินต่อเนื่อง เพิ่มระดับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจตัดสินว่าการบังคับใช้ภาษีนำเข้าบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหากลไกทางกฎหมายอื่นมาใช้แทน
ด้านนโยบายการเงินโลก แม้จะยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวมราว 0.5% ในช่วงกลางปี จากสัญญาณตลาดแรงงานที่ชะลอลง ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับราว 1.25% หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีมีความชัดเจนขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยต่ำราว 2% ตลอดปี อย่างไรก็ดี แม้นโยบายการเงินโลกจะมีทิศทางผ่อนคลายลง แต่ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐยังอยู่ในระดับสูง จากภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป