
(10 ก.ค. 2569) ป.ป.ส. ประชุมร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อสรุปความคืบหน้าคดีลักลอบลำเลียงเฮโรอีนข้ามชาติ โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง
ภายหลังประชุมเสร็จสิ้น พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) บอกภายหลังประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถึงการขยายผลเครือข่ายค้าเฮโรอีนข้ามชาติ ว่า การประชุมสืบเนื่องจากกระบวนการลักลอบเฮโรอีนไปต่างประเทศ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ตรวจยึดเฮโรอีนล็อตใหญ่ 3 จุดในกรุงเทพมหานคร (ย่านหลักสี่, รางน้ำ และรามคำแหง) เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และขยายจับกุมนายอาทิตย์และนางสาวทักษพร สองสามีภรรยา ได้ที่ จ.เลย
วันนี้จึงประชุมคณะทำงานร่วมกับทีมสืบสวนสอบสวน และได้ทราบข้อมูลจากดีเอสไอว่า ได้ออกหมายจับ กลุ่มขบวนการที่อยู่ฝั่ง สปป.ลาว 4 คน เป็นคนลาว 3 คน เป็นคนไทย 1 คน เป็นที่มาของการนำเข้าเฮโรอีนจากประเทศเพื่อนบ้านเอาเข้ามา กทม. เพื่อเตรียมส่งไปยังไต้หวันและออสเตรเลีย แต่ยังไม่ขอเปิดเผยชื่อและรายละเอียด โดยได้ประสานงานกับ สปป.ลาว และได้ประสานข้อมูลทางการข่าวเพื่อตามล่าตัวทั้ง 4 คน ที่อยู่ในฝั่ง สปป.ลาว คาดว่าจะมีความคืบหน้า เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และเชื่อว่า ทั้ง 4 คนนี้หนีไม่รอดและจะได้ตัวในเร็ววันนี้
พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า ตอนนี้ออกหมายจับรวมทั้งหมด 6 คน จับกุมไปแล้ว 2 คน คือสองผัวเมีย จ.เลย และออกหมายจับใหม่อีก 4 คน ซึ่งหมายจับทั้ง 4คน มี ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ชัดเจน และเป็นบุคคลที่มีประวัติพัวพันกับยาเสพติด
เมื่อถามว่า 3 คนที่เป็นชาวสปป.ลาว จะเป็นหัวขบวนการหรือไม่นั้น พ.ต.ต.สุริยา บอกว่า เป็นต้นเรื่องในการเอายาเสพติดที่ยึดได้ใน กทม. ส่งพัสดุมาให้คนไทยที่กทม. ส่วนจะเป็นเจ้าของยาเสพติดหรือไม่นั้น ยังไม่ตัดประเด็นนี้ แต่กลุ่มที่ออกหมายจับล่าสุด 3 คนลาว 1 คนไทย เป็นคนนำส่งยาเสพติดจาก สปป.ลาว มาให้คนไทย และจะต้องขยายผลต่อว่า เบื้องหลังยาเสพติดที่เขารับมาส่งให้คนไทยเป็นใคร
"4 คน เป็นต้นตอต้นเรื่องของการนำส่ง แต่ไม่ใช่เจ้าของยา และยังเชื่อมั่นว่า คนที่อยู่เบื้องหลังและได้รับประโยชน์สูงสุดมีมากกว่านี้ และเป็นเครือข่ายที่ใหญ่"
เมื่อถามว่าคนที่อยู่เบื้องหลัง เป็นลูกครึ่งลาวหรือไม่ พ.ต.ต.สุริยา บอกว่า ไม่ใช่ลูกครึ่ง แต่อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบ
เมื่อถามอีกว่า คนที่เป็นหัวขบวนการ เคยถูกดำเนินคดีในประเทศไทยหรือไม่นั้น พ.ต.ต.สุริยา ยอมรับว่า มีประวัติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในประเทศไทย แต่ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียด เพราะตอนนี้เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้เข้าใกล้ Mastermind หรือ ผู้บงการเรื่องนี้อย่างแท้จริง
ส่วนหลักฐานอะไรที่บ่งชี้ว่า ทั้ง 4 คนที่ออกหมายจับเป็นคนส่งยาเสพติดนั้น พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า จากคำรับสารภาพของนายอาทิตย์และนางสาวทักษพร สองสามีภรรยา ได้ที่ จ.เลย และพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า 4 คนที่ ออกหมายจับ เป็นคนนำยาเสพติดมาส่งในล็อตล่าสุดในพื้นที่ กทม. รวมถึงข้อมูลที่ได้รับจากการสืบสวน และการตรวจสอบเส้นทางการใช้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร
"4 คน ที่มาส่งเฮโรอีน ได้มายังจุดที่เป็นต้นมะเดื่อ และนำพาโดยพายเรือข้ามฝั่งมาส่ง และมีคนไทยที่ถูกจับแล้ว 2 คนมารอรับ"
ทั้งนี้ยังไม่สามารถบอกความถี่ของการจัดส่งเฮโรอีนของ4คนนี้ได้ เพราะมีการเปลี่ยนตัวละครที่ใช้รับฝาก ของหลายคน ซึ่งขณะนี้สามารถยืนยันตัวตนได้ 4-5 คน ซึ่ง 4-5 คน แต่ละคนกระทำไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง นั่นหมายความว่ามีกระบวนการที่รับฝากของจากกลุ่มคนที่นำเขามาจากลาวอยู่ โดยขณะนี้กำลังขยายผลเพิ่มเติม
ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า มีบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน จึงได้ทำการ "ฟรีซ" เส้นเงิน หรือระงับเส้นทางการเงินไว้ โดยขอเวลาให้พนักงานสอบสวนทำการตรวจสอบโดยละเอียดในแต่ละบัญชีก่อน
ส่วนความเชื่อมโยงกับคดีแอร์มีนาว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่นั้น พ.ต.ต.สุริยา อธิบายว่า เรื่องของขบวนการ ทีมทำงานได้ทำภาพยาเสพติดที่เข้าประเทศไทย แล้วนำออกไปปลายทาง ไต้หวัน และออสเตรเลีย ดังนั้นกลางทาง มีความเชื่อมโยงกัน ในจำนวนผู้ส่ง และปลายทางผู้รับ ดังนั้นจึงได้ตั้งสมมุติฐานว่า 1. เป็นเครือข่ายเดียวกัน เพราะมีแผนประทุษกรรมเหมือนกัน โดยใช้กระบวนการของผู้มีส่วนร่วมในการรับหิ้วเหมือนกัน และผู้รับหิ้วบางคนเป็นคนเดียวกัน และ 2. อาจจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย ซึ่งคดีของแอร์มีนา ตำรวจนครบาล และ บช.ปส.ดำเนินการ หากเป็นคดีเดียวกัน ก็จะมีการรวมสำนวนได้ แต่ตอนนี้แยกกันทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
พ.ต.ต.สุริยา ยังบอกอีกว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการขยายผลว่า 4 คนที่ถูกออกหมายจับด้วยว่าจะเป็นต้นขบวนการของแอร์มีนาหรือไม่ แต่เบื้องต้นการขยายผลแน่ชัดว่า กลางทางของยาเสพติด หรือ เฮโรอีน เกี่ยวข้องกัน คือ มีความเชื่อมโยงกับ นายอุทัย ที่เป็นกลางทาง และนายอุทัยก็เป็นคนส่งกล่องพัสดุไปให้แอร์มีนาที่คอนโดมิเนียม และมีแผนประทุษกรรมเดียวกัน
โดยวิธีการของเครือข่ายขนเฮโรอีนข้ามชาติ จะมี 2 วิธีการ คือ 1. การชนมือให้คนในภาคอีสานรับของจากประเทศเพื่อนบ้าน และมารับส่งกลางทางก่อนถึง กทม. และมีมือที่สองไปรับสินค้าซุกซ่อนยาเสพติเมาให้ขบวนการรับหิ้ว 2. เป็นช่วงพอข้ามฝั่งมาไทยก็นำส่งพัสดุมา กทม. เพื่อส่งต่อให้คนรับหิ้วไปต่างประเทศ แต่วิธีการรับหิ้วไปต่างประเทศ พบว่า ยังมีการใช้กลุ่มคนเดียวกัน ซึ่ง กรณีของแอร์มีนา มีบุคคลที่ใช้ชื่อ RoseRose เป็นคนประสานงานรับหิ้ว ซึ่งเราเชื่อว่า ไม่ได้จบแค่ที่ RoseRose เพียงคนเดียวที่สั่งการ เพราะจากสืบสวนมีตัวละครอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
ทั้งนี้ จากการสืบสวน พบว่า เจ้าของยาเสพติด และคนนำพาของมา เป็นคนละกลุ่ม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ปักใจเชื่อว่า ยาเสพติดมาจากคนนำพาคนเดียวกัน แต่เราตั้งสมมติฐานว่า เครือข่ายนี้อาจจะเป็นเครือข่ายเดียวกัน และเราตั้งสมมติฐานว่าการมีส่วนร่วมของทั้งสองเครือข่ายอาจจะเป็นเครือข่ายเดียวกันก็ได้ และท้ายที่สุดเจ้าของยาเสพติด หรือหัวหน้าขบวนการตัวจริง ซึ่งขณะนี้ยังไปไม่ถึงหัวหน้าขบวนการจึงยังไม่ได้สรุปว่าเป็นใคร
พ.ต.ต.สุริยา ยังระบุอีกว่า เราจะทำลายโครงข่ายของการนำพาเฮโรอีนและยาเสพติดทุกขนิด ออกจากประเทศไทยไปยังประเทศปลายทาง ดังนั้นจึงจะบังคับใช้กฎหมายอย่างสูงสุด หมายความว่า บุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้นทางในประเทศ ปลายทางต่างประเทศ และกลางทางคนที่ทำหน้าที่รับส่งพัสดุ หรือสินค้าใดๆก็ตามที่ซุกซ่อนยาเสพติดไปต่างประเทศ จะบังคับใข้กฎหมายอย่างเข้มข้น ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่รับหิ้วไปสินค้าไปยังประเทศปลายทางแม้จะรู่หรือไม่รู้ว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้ กำลังทำผิดใน "ฐานหลบหนีศุลากร" ซึ่งมีโทษสูงสุด และมีโทษจำคุก เพื่อสร้างการรับรู้ให้สังคมตระหนักว่าท่านละเลยขื่อเสียงของประเทศไทย เพราะบางรายรู้ และบางรายปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าเป็นยาเสพติด จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังคนที่แอบทำอาชีพนี้ขอให้เลิก
เมื่อถามถึงการดำเนินการของทางการไทย กับคดีแอร์มีนา ที่ออสเตรเลีย นั้น พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อเคสนี้ ทั้งเรื่องของการดำเนินคดีกับ กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องและมาตรการทางสนามบินในการตรวจสัมภาระจากประเทศไทยไปยังออสเตรเลีย ทำให้ทางการออสเตรเลียพอใจมากกับมาตรการของรัฐบาลไทย และได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขยายผลกับทาง กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ที่เป็นคนทำคดีเพื่อแลกเปลี่ยนให้กับออสเตรเลีย
เมื่อถามว่าทางการไทยหาพยานหลักฐานเพื่อฟอกขาวให้กับแอร์มีนาหรือไม่นั้น พ.ต.ต.สุริยา อธิบายว่า อย่าเพิ่งสรุปว่า ทางรัฐบาลไทยฟอกขาวให้แอร์มีนา แต่เรากำลังทำ ข้อเท็จจริงทุกเรื่องให้ปรากฏอย่างแท้จริง และเคสนี้มีคนอื่นเกี่ยวข้องมากมายดังนั้นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ความเป็นธรรมจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ
ส่วนการใช้ดุลพินิจและพยานหลักฐานของทางการออสเตรเลียซึ่งทางการเขาอาจจะมีมากกว่าเราก็ถือว่าเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมของทางออสเตรเลียจะพิจารณาดำเนินการกับแอร์มีนา
Advertisement