
ชื่อบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART อาจไม่เป็นที่คุ้นหูเท่ากับ “บุญเติม” ตู้สีส้มที่ตั้งอยู่ตามร้านค้าและชุมชนทั่วประเทศ เบื้องหลังเครือข่ายตู้เติมเงินกว่าแสนตู้ คือบริษัทในกลุ่ม FORTH ซึ่งพัฒนาระบบรับชำระเงินและบริการทางการเงินผ่านช่องทางอัตโนมัติมาอย่างต่อเนื่อง
FSMART เริ่มต้นธุรกิจจากการสร้างเครือข่ายที่เปิดให้ผู้ใช้เติมเงิน ชำระบิล และทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งการเข้าถึงสาขาธนาคารหรือบริการดิจิทัลยังมีข้อจำกัด เครือข่ายที่ครอบคลุมชุมชนทั่วประเทศจึงกลายเป็นฐานธุรกิจสำคัญ และเป็นข้อได้เปรียบที่คู่แข่งต้องใช้ทั้งเงินทุนและเวลาในการสร้างขึ้นมาทดแทน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Mobile Banking และ e-Wallet กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เมื่อธุรกรรมพื้นฐานอย่างการเติมเงิน จ่ายบิล และโอนเงินสามารถทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้ พื้นที่การเติบโตของตู้บุญเติมจึงไม่เปิดกว้างเหมือนเมื่อสิบปีก่อน
FSMART จึงต้องขยายบทบาทจากผู้ให้บริการรับชำระเงินไปสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งการปล่อยสินเชื่อผ่านเครือข่ายองค์กร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ GINKA Charge Point
แม้ธุรกิจหลักเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว แต่ผลประกอบการของ FSMART กลับปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมเพิ่มจาก 2,473.73 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 2,671.83 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจาก 301.89 ล้านบาท เป็น 586.78 ล้านบาท หรือเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาสามปี
ภายใต้แผน JUMP+ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำไรสุทธิจาก 586.78 ล้านบาทในปี 2568 เป็น 675-700 ล้านบาทภายในปี 2571 โดยขับเคลื่อนผ่านสามแนวทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มรายได้จากเครือข่ายบุญเติมที่มีอยู่ การเร่งขยายพอร์ตสินเชื่อ และการวางรากฐานให้ GINKA เติบโตไปพร้อมกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
ปัจจุบัน FSMART มีตู้บุญเติมประมาณ 1.1 แสนตู้ทั่วประเทศ การเพิ่มจำนวนตู้จึงไม่ใช่เป้าหมายหลักเหมือนในอดีต กลยุทธ์สำคัญนับจากนี้คือการเพิ่มบริการบนเครือข่ายเดิม เพื่อยกระดับรายได้ที่สร้างได้จากตู้แต่ละจุด
จากเดิมที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการใช้ตู้บุญเติมเพื่อเติมเงินโทรศัพท์และชำระบิล บริษัทมีแผนเพิ่มบริการภาครัฐ บริการทางการเงินผ่านเครือข่ายธนาคาร บริการโอนเงินระหว่างประเทศ และบริการสำหรับแรงงานต่างชาติ เป้าหมายคือการยกระดับตู้บุญเติมให้เป็นจุดบริการทางการเงินใกล้บ้าน ซึ่งรองรับความต้องการของผู้ใช้ได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น
FSMART ตั้งเป้าเปิดตัวบริการใหม่อย่างน้อยปีละหนึ่งบริการ ควบคู่กับการขยายเครือข่ายพันธมิตรธนาคาร และเชื่อมโยงบริการเติมเงิน โอนเงิน ตลอดจนธุรกรรมทางการเงินประเภทอื่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำรายการได้ครอบคลุมมากขึ้นผ่านช่องทางเดียว
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือการนำข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อออกแบบโปรโมชั่นให้ตรงกับผู้ใช้แต่ละกลุ่มและกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและต่อยอดการพัฒนาบริการในระยะต่อไป
ในด้านต้นทุน การต่อยอดเครือข่ายเดิมถือเป็นข้อได้เปรียบของ FSMART เนื่องจากตู้จำนวนมากผ่านการคิดค่าเสื่อมราคาไปแล้ว ขณะที่การเพิ่มฟังก์ชันบนระบบที่มีอยู่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการสร้างเครือข่ายใหม่ ธุรกิจบุญเติมจึงยังมีบทบาทเป็นฐานกระแสเงินสดสำคัญ ซึ่งช่วยสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจใหม่ของบริษัทในอนาคต
หากเครือข่ายบุญเติมเป็นฐานธุรกิจเดิม ธุรกิจสินเชื่อก็กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ FSMART ใช้สร้างรายได้และกำไรรอบใหม่
รายได้ดอกเบี้ยรับของบริษัทเพิ่มจาก 38 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 333.02 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่พอร์ตสินเชื่อคงค้างขยายตัวมาอยู่ที่ 1,423 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้าเพิ่มพอร์ตสินเชื่อเฉลี่ยปีละประมาณ 500 ล้านบาท พร้อมผลักดันให้รายได้ดอกเบี้ยเติบโตปีละ 10-20% จนถึงปี 2571
จุดเด่นของโมเดลธุรกิจนี้คือ FSMART ไม่ได้มุ่งแข่งขันด้วยการเปิดสาขาจำนวนมาก แต่เลือกนำบริการสินเชื่อเข้าไปเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มขององค์กรที่มีฐานพนักงานหรือสมาชิกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรและหน่วยงานภาครัฐ
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการให้บริการ e-Wallet และสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน “สมาร์ท อสม.” ซึ่งเชื่อมโยงกับสมาชิกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมากกว่าหนึ่งล้านราย
โมเดลนี้ช่วยให้บริษัทเข้าถึงลูกค้าเป็นกลุ่มผ่านองค์กรพันธมิตร สามารถนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการประเมินสินเชื่อ และในกลุ่มที่มีข้อตกลงร่วมกัน ยังสามารถวางระบบชำระหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือนได้ จึงเอื้อต่อการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการปล่อยสินเชื่อบุคคลทั่วไปโดยไม่มีฐานข้อมูลหรือช่องทางชำระหนี้ที่เชื่อมโยงกัน
การใช้แพลตฟอร์มและฐานสมาชิกของพันธมิตรยังช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนเปิดสาขาและใช้งบการตลาดในระดับเดียวกับผู้ให้บริการสินเชื่อที่ต้องเข้าถึงลูกค้าเป็นรายบุคคล หากบริษัทสามารถขยายพอร์ตพร้อมควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ รายได้ส่วนเพิ่มจากธุรกิจสินเชื่อจึงมีโอกาสส่งผ่านไปยังกำไรได้มากกว่าธุรกิจรับชำระเงินแบบเดิม
ในระยะต่อไป FSMART มีแผนเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ทั้งบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อที่ออกแบบให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต หรือ Credit Scoring การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System เพื่อช่วยคัดกรองลูกค้า ติดตามคุณภาพพอร์ต และตรวจจับสัญญาณความเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น
บริษัทยังเตรียมนำ AI มาใช้ในกระบวนการสินเชื่อบางส่วน เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาสินเชื่อ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของธุรกิจนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มขนาดพอร์ตเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินเชื่อและต้นทุนความเสี่ยง หากดำเนินการได้ตามแผน ธุรกิจสินเชื่อจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดัน FSMART ไปสู่เป้าหมายกำไรสุทธิ 700 ล้านบาทภายในปี 2571
อีกหนึ่งธุรกิจที่ FSMART อยู่ระหว่างวางรากฐานคือสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ GINKA Charge Point
แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนรายได้และกำไรไม่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจสินเชื่อ แต่บริษัทมองว่า GINKA มีศักยภาพเติบโตไปพร้อมกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่เพิ่มขึ้น
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทติดตั้งหัวชาร์จที่พร้อมให้บริการแล้ว 544 หัว และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1,000 หัวในปี 2569 ก่อนขยายเป็น 1,200 หัวในปี 2570 และ 1,400 หัวในปี 2571
กลยุทธ์ของ GINKA ไม่ได้มุ่งพึ่งพาสถานีชาร์จขนาดใหญ่ตามเส้นทางการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่เน้นติดตั้งจุดชาร์จในสถานที่ซึ่งผู้ใช้ต้องจอดรถเป็นระยะเวลาหนึ่งอยู่แล้ว เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และคอมมูนิตี้มอลล์ แนวทางดังกล่าวทำให้บริการชาร์จสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของผู้ใช้ได้มากขึ้น
ควบคู่กับการขยายจำนวนหัวชาร์จ บริษัทมีแผนพัฒนาระบบ Auto-Charge ระบบแจ้งเตือนสถานะและข้อมูลการชาร์จ ตลอดจนโปรแกรมสะสมสิทธิประโยชน์ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงผู้ใช้บริการ เจ้าของพื้นที่ และ FSMART เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถบริหารจัดการจุดชาร์จและติดตามข้อมูลได้สะดวกขึ้น
ข้อมูลการใช้งานของแต่ละสถานีจะถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อประเมินความต้องการในแต่ละพื้นที่และประกอบการตัดสินใจเลือกทำเลใหม่ วิธีนี้จะช่วยให้บริษัทขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างการใช้งานได้สูง และลดความเสี่ยงจากการลงทุนติดตั้งหัวชาร์จในจุดที่มีผู้ใช้ไม่เพียงพอ
เป้าหมายระยะยาวของ FSMART คือการพัฒนาพื้นที่สถานีชาร์จไปสู่ Community Energy Hub หรือศูนย์พลังงานชุมชน ซึ่งไม่ได้ให้บริการชาร์จรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเพิ่มสินค้า บริการ และตู้อัตโนมัติประเภทอื่นเข้ามาในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมระหว่างที่ลูกค้ารอชาร์จรถยนต์
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจนี้ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลือกทำเล เพิ่มอัตราการใช้งานของหัวชาร์จ และสร้างรายได้จากบริการรอบข้างให้คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว
แม้รายได้รวมของบริษัทไม่ได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ระหว่างปี 2565-2568 แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน อัตรากำไรสุทธิเพิ่มจาก 12.20% ในปี 2565 เป็น 21.96% ในปี 2568 ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE เพิ่มจาก 26.77% เป็น 38.68%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเติบโตของกำไรไม่ได้มาจากการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่บริการที่ให้อัตรากำไรสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อ รวมถึงภาระค่าเสื่อมราคาของตู้บุญเติมเดิมที่ทยอยลดลง
ตามบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า เป้าหมายกำไรสุทธิ 675-700 ล้านบาทในปี 2571 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7.2-9.3% ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่มีความเป็นไปได้ เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร FSMART ในช่วงสามปีก่อนหน้า
โจทย์สำคัญของ FSMART นับจากนี้คือ การสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจบุญเติม การเร่งขยายพอร์ตสินเชื่อ และการผลักดัน GINKA ให้มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ลดลงหรือสร้างภาระเงินทุนสูงเกินไป ความสามารถในการบริหารทั้งสามส่วนไปพร้อมกันจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว
สำหรับผู้ที่ต้องการรับฟังวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การเติบโตของ FSMART โดยตรงจากคุณณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) สามารถเข้าร่วมงานสัมมนา “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” ซึ่งเปิดให้เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
งานสัมมนานี้จัดขึ้นสำหรับนักลงทุนรายย่อย เพื่อเปิดมุมมองต่อโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทำความเข้าใจแนวทางบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความท้าทายใหม่ของตลาดทุนไทย