
วันที่ 7 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายใต้แนวคิดหลัก “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) โดยจะมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมทั้ง ดร. เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะแขกของประธาน เข้าร่วมด้วย
โดยก่อนการเดินทาง นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความคาดหวังในการเดินทางครั้งนี้ จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศในด้านใดบ้าง ว่า ในทุกเรื่องเมื่อไปก็ต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทย
เมื่อถามว่าเป้าหมายประเทศไทยจะใช้เวทีดังกล่าว เสนออะไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เดี๋ยวผมพิมพ์แจกให้เลยดีกว่า” เพราะการไปแน่นอนว่า ไม่ใช่การไปเที่ยว ไปพบหรือไปพบปะผู้นำเพราะความคิดถึง แต่การไปคือการไปทำงาน และไปเจรจา รวมถึงหารือและแถลงจุดยืนของประเทศไทย พร้อมต้องบอกให้ประชาคมอาเซียนรับทราบถึงสถานการณ์นโยบาย และสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำ
เมื่อถามว่าการเดินทางไปในครั้งนี้จะมีโอกาสได้เจอกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หรือไม่ และเตรียมอะไรที่จะการสื่อสารบ้าง นายกรัฐมนตรีพยักหน้า และระบุว่า เย็นนี้ก็เจอ
และเมื่อถามย้ำว่าจะมีการเจอกันแบบสองต่อสองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คงไม่เจอกันสองต่อสอง ซึ่งจะมีประเทศฟิลิปปินส์ที่เป็นประธาน ซึ่งเขาได้มีการจัดให้เป็น Section เนื่องจากต้องการให้บรรยากาศในที่ประชุมที่รวมอาเซียนทุกประเทศเป็นไปด้วยดี ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะให้พบกันก่อน แต่เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ตนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้บริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มาแต่วันแรกในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และได้ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ซึ่งตนทราบดีว่าต้องยืนอยู่บนหลักการ ซึ่งการหารือในการพูดคุยใดๆ ก็ตาม ต้องเป็นประโยชน์และรักษาอธิปไตยของประเทศไทยไว้เป็นสิ่งสูงสุด รวมถึงประโยชน์ของคนไทย พร้อมย้ำว่า ไม่ต้องกังวลในจุดนี้.
Advertisement