
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งราคาพลังงานที่ยังผันผวน ต้นทุนสินค้าที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมวางรากฐานใหม่ให้ประเทศในระยะยาวได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ชี้ว่า เงินกู้ก้อนใหญ่ครั้งนี้มาพร้อมโจทย์เชิงนโยบายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะงบ 200,000 ล้านบาทในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือคนละครึ่งพลัส ซึ่งอาจช่วยเติมสภาพคล่องให้ครัวเรือน กระตุ้นการจับจ่าย และหนุนยอดขายกลุ่มค้าปลีกในระยะสั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายในการดูแลเสถียรภาพราคาและการประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงของภาวะ Stagflation
ขณะเดียวกัน เงินอีก 200,000 ล้านบาทที่ถูกจัดสรรเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์รูฟท็อป รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ คาร์บอนเครดิต และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานใหม่ อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญต่อหุ้นและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากงบลงทุนด้านพลังงานอาจยังไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น แต่หากรัฐสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการนี้อาจช่วยลดต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างถาวร พร้อมยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน และเสริมฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ถือเป็นมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19
รัฐบาลเลือกใช้กลไกพระราชกำหนด แทนการตราเป็นพระราชบัญญัติ โดยอ้างเหตุผลด้านความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเปิดทางให้ฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดได้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลประเมินว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ วิกฤตราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วิกฤตต้นทุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มขยายตัวตามราคาพลังงาน และวิกฤตกำลังซื้อของประชาชนที่ถดถอยลงอย่างชัดเจน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะ “แรงบีบสองด้าน” ที่กดดันทั้งฝั่งต้นทุนและรายได้ในเวลาเดียวกัน เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ไขได้ยากและต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นว่ากลไกงบประมาณปกติไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์เร่งด่วน โดยระบุว่างบกลางเหลืออยู่เพียง 20,000 ล้านบาท ขณะที่การโอนงบประมาณจากส่วนอื่น รวมถึงการดึงงบกลางมาใช้เพิ่มเติม ทำได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท อีกทั้งงบประมาณปี 2570 จะเริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งอาจล่าช้าเกินไปเมื่อเทียบกับความรุนแรงของปัญหา
ในด้านแหล่งเงิน รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้การกู้ยืมในประเทศทั้งหมดผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โดยออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อดูดซับสภาพคล่องจากระบบการเงินภายในประเทศ ไม่พึ่งพาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ และจะทยอยกู้ตามความจำเป็นเมื่อมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ไม่ใช่การกู้เต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาทในคราวเดียว
กลไกดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระยะสั้นได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง อุปทานพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นยังอาจกดดันราคาพันธบัตรได้ โดยมีการประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ณ สิ้นปีนี้ อาจปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% จากระดับประมาณ 2.2% ในปัจจุบัน
วงเงินกู้ดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 แผนงานหลัก แผนงานแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้สำหรับมาตรการเยียวยาระยะเร่งด่วนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในรูปแบบคนละครึ่งพลัส โดยรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ซึ่งจะได้รับเงินโอนตรง และประชาชนทั่วไปอีกกว่า 30 ล้านคนผ่านระบบคนละครึ่ง รวมถึงมาตรการลดต้นทุนภาคเกษตร และการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง
ส่วนแผนงานที่สอง วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยมุ่งส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา สนับสนุนการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า พัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า ผลักดันการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต และพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ในอนาคต
INVX ระบุในรายงานว่า ประเด็นสำคัญที่ซับซ้อนและอาจถูกมองข้ามเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการดังกล่าวของรัฐบาล คือความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางขัดแย้งกันเอง หากมาตรการสามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้ตามเป้าหมาย เม็ดเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น อาจเพิ่มแรงกดดันด้านอุปสงค์ ขณะที่ฝั่งอุปทานยังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
ภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิดเงินเฟ้อรอบใหม่ จากแรงกดดันทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทานพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน ระหว่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งอาจซ้ำเติมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หรือการปล่อยให้เงินเฟ้อดำเนินต่อไปเพื่อประคองการเติบโต แต่ก็เสี่ยงทำให้แรงกดดันด้านราคาขยายตัวรุนแรงขึ้น
ในทางกลับกัน หากมาตรการไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่คาด เนื่องจากประชาชนยังมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ท่ามกลางรายได้สุทธิที่ลดลง และเลือกชะลอการใช้จ่าย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่เป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อภาวะชะลอตัว
อีกประเด็นที่ INVX พูดถึง คือการนำเม็ดเงินกึ่งหนึ่งของวงเงินกู้ไปใช้กับการพัฒนาทักษะแรงงาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน และการสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน ท่าเรือ หรือโครงการคมนาคม ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนกว่าในระยะสั้น
โดยทั่วไป การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมักมีค่าตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่า และเห็นผลต่อกิจกรรมเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มักต้องใช้เวลายาวนานทั้งในขั้นตอนการวางแผน การออกแบบ และการประมูล ก่อนจะเริ่มเบิกจ่ายได้จริง จึงอาจไม่ตอบโจทย์การรับมือวิกฤตเร่งด่วนในช่วงเวลานี้มากนัก
ทั้งนี้ โดยรวม INVX มีมุมมองสนับสนุนมาตรการครั้งนี้ โดยระบุว่ามาตรการนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องมือบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตระยะสั้น แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไทย ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า และเพิ่มบทบาทของพลังงานทดแทนที่ผลิตได้ภายในประเทศ
INVX มองว่า การลดความเปราะบางด้านพลังงานถือเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และห่วงโซ่อุปทานพลังงานเผชิญความผันผวนสูง ความมั่นคงทางพลังงานจึงเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สำหรับวงเงิน 200,000 ล้านบาทในแผนงานที่สอง แม้อาจวัดผลทางเศรษฐกิจได้ไม่ชัดเจนในระยะสั้น แต่หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ปรับมาใช้พลังงานทดแทนมีต้นทุนพลังงานลดลงอย่างถาวร ผลลัพธ์อาจไม่สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในทันที แต่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ด้านกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย INVX ประเมินว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับมาตรการเยียวยาและแก้ปัญหาเร่งด่วนระยะสั้น และอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับวางรากฐานการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว จะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการปรับตัวขึ้นของตลาดยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงินกู้ และทิศทางเงินเฟ้อเป็นสำคัญ INVX จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy โดยพิจารณาตามช่วงเวลาการเบิกจ่ายเม็ดเงินจากมาตรการดังกล่าว
ในระยะสั้น กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ในเชิง Tactical Play ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ เช่น CPALL, CPAXT, BJC และ TNP ซึ่งมีโอกาสได้อานิสงส์จากการใช้เงินกู้ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากและเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ
อีกกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น คือกลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น MTC, SAWAD และ TIDLOR จากแนวโน้มกำลังซื้อที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และลดความเสี่ยงด้านหนี้เสีย หรือ NPL
ส่วนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ในระยะกลางถึงยาวในเชิง Structural Play ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาด เช่น GULF, GPSC, BGRIM และ GUNKUL รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA และ AMATA ซึ่งมีโอกาสได้อานิสงส์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การส่งเสริมพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น Solar Cell, EV และ Data Center รวมถึงการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI