
สมรภูมิตะวันออกกลางถูกจุดชนวนให้กลับมาลุกเป็นไฟลามทุ่งและวิกฤตหนักที่สุดอีกครั้งในชั่วข้ามคืน หลังข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางเพิ่งบังคับใช้ได้เพียงสัปดาห์เดียวกลับต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อฝูงบินรบของอิสราเอลเปิดฉากทลายกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ย่านที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้อิหร่านในฐานะลูกพี่ใหญ่ไม่อาจนิ่งเฉย สั่งระดมพลหน่วยขีปนาวุธและโดรนกระหน่ำยิงถล่มพื้นที่ตอนเหนือของอิสราเอลอย่างบ้าคลั่ง
ความรุนแรงในพื้นที่ทวีความดุเดือด พร้อมกับพ่นพิษใส่ภาคเศรษฐกิจและตลาดทุนโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดเอเชียเปิดทำการในเช้าวันจันทร์นี้ (8 มิถุนายน 2569) โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานขึ้นถึง 2.6% ไปแตะระดับ 95.50 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับน้ำมันดิบฝั่งสหรัฐฯ (WTI) ที่ดีดตัวขึ้น 2.5% สู่ระดับ 92.75 ดอลลาร์ฯ ทำให้บรรดานักลงทุนทั่วโลกกำลังตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก
ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ก้าวเข้ามาแสดงบทบาทผู้คุมเกมอย่างดุดัน โดยเปิดหน้ายื่นคำขาดผ่านสื่อใหญ่ของอเมริกาว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่มีวันปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่าแสนล้านดอลลาร์ที่ถูกคว่ำบาตรคืนให้แก่รัฐบาลเตหะรานอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ถาวรและเป็นรูปธรรม กลายเป็นการใช้มาตรการ "ตัวประกันทางการเงิน" เข้าบีบอิหร่าน
Spotlight ชวนอ่านสถานการณ์อัพเดตตะวันออกกลาง ทำไมระอุรอบใหม่? และอนาคตหยุดยิงจะเป็นไปได้จริงหรือความล้มเหลวกำลังรออยู่ข้างหน้า
ต้นตอที่ทำให้ตะวันออกกลางระเบิดศึกรอบใหม่ เริ่มต้นขึ้นเมื่ออิสราเอลตัดสินใจส่งเครื่องบินรบเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มตึกที่พักอาศัย 2 แห่งในย่านดาฮีเยห์ ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหนาแน่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน นับเป็นการทำลายดีลหยุดยิงที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน
ชนวนเหตุข้ามพรมแดนครั้งนี้ ทำให้อิหร่านในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังและผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์นั่งไม่ติด เกมนอกสนามจึงเปลี่ยนเป็นสงครามตรงทันที โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ออกแถลงการณ์ด่วนยอมรับว่า "หน่วยขีปนาวุธและโดรนของเราได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงและมีการประสานงานกัน โดยมีเป้าหมายที่ใจกลางเมืองต่าง ๆ ทางตอนเหนือของอิสราเอล" เพื่อเป็นการตอบโต้ล้างแค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ด้านฝั่งอิสราเอล เบนจามิน เนแทนยาฮู นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงทันทีว่า ปฏิบัติการถล่มเบรุตของกองทัพอิสราเอลเป็นการทำลาย "กองบัญชาการผู้ก่อการร้าย" และเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ล้ำเส้นยิงใส่ดินแดนอิสราเอลก่อน ขณะที่โฆษกกองทัพอิสราเอลออกมาสำทับว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่านไว้ได้ และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ พร้อมตราหน้าการกระทำของอิหร่านในครั้งนี้ว่าเป็น "ความผิดพลาดครั้งร้ายแรง"
ฝั่งกองกำลัง IRGC ของอิหร่านพวกเขาทิ้งท้ายในแถลงการณ์ว่า การระดมยิงขีปนาวุธในค่ำคืนนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของ "มหกรรมโจมตีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์" ซึ่งหมายความว่า สมรภูมิอาหรับรอบนี้จะดุเดือดและลากยาวกว่าที่คิด
ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดหน้าเล่นเกมจิตวิทยาทางการเงินทันที โดยยื่นคำขาดว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) ที่ถูกอายัดไว้ทั่วโลกคืนให้แก่รัฐบาลเตหะรานอย่างเด็ดขาด จนกว่าจะมีการเซ็นข้อตกลงหยุดยิงที่ถาวร
โดยทรัมป์ลั่นวาจาว่า "ถ้าพวกเขาทำตัวดี ถ้าพวกเขาทำผลงานได้ดี เราถึงจะเริ่มคุยกัน" เพื่อใช้เงินก้อนนี้เป็นตัวประกันบีบให้อิหร่านยอมหมอบลงที่โต๊ะเจรจา
แต่ฝั่งอิหร่านไม่ได้ยอมง่าย ๆ โดย โมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาทางทหารของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้ออกมาตอกกลับผ่านสื่อว่า "การเจรจาในขณะนี้อยู่ในภาวะตายสนิท" พร้อมชี้ว่า ความเชื่อใจไม่มีอยู่จริง เพราะในอดีตสหรัฐฯ เคยลอบเปิดฉากโจมตีทางทหารใส่อิหร่านถึงสองครั้งในระหว่างการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ทางรัฐบาลเตหะรานจึงยื่นเงื่อนไขว่า สหรัฐฯ ต้องปล่อยเงินอายัดออกมาก่อนชิมลาง 12,000 ล้าน ถึง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเป็น "การทดสอบความซื่อสัตย์" ก่อนจะคุยเรื่องหยุดยิง
ทว่าทรัมป์ไม่สนใจข้อเรียกร้องนั้น และเลือกใช้การทูตแบบหักดิบสั่งคุมเกมทั้งมิตรและศัตรู โดยหลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธสวนกลับ ทรัมป์ได้ต่อสายตรงหานายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนแทนยาฮู ของอิสราเอลทันที พร้อมสั่งเบรกห้ามล้างแค้นคืนในค่ำคืนนี้ โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "การโจมตีของอิหร่านไม่ได้ทำให้ใครบาดเจ็บ ต่างฝ่ายต่างก็ได้สนุกกันไปแล้ว (Each had their fun) อิสราเอลได้หวดแล้ว อิหร่านได้หวดแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีรอบต่อไป"
การโทรไปสั่งเบรกเนแทนยาฮูครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ทรัมป์ต้องการรักษาดีลใหญ่ที่สหรัฐฯ กำลังทำอยู่ และเป็นการประกาศศักดาเหนือพันธมิตรอย่างอิสราเอล โดยทรัมป์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว Financial Times ว่า เนแทนยาฮูจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่สหรัฐฯ กำลังจะทำกับอิหร่าน พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคเด็ดว่า "ผมเป็นคนคุมเกม ผมคุมเกมทั้งหมด ส่วนเนแทนยาฮูไม่ได้เป็นคนคุม"
อย่างไรก็ตาม ชนวนความขัดแย้งในสมรภูมิอาหรับครั้งนี้ยังคงยากจะดับลงง่าย ๆ เพราะแม้ทรัมป์จะขู่อิหร่านว่า "ถ้าไม่ยอมจบดีล ผมจะถล่มพวกมันให้ยับ" แต่หน้างานจริงฝั่งอิหร่านก็ยังคงเดือดดาลจากมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และการที่อิสราเอลถล่มกรุงเบรุต ซึ่งคณะทำงานของทรัมป์โยนบาปให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นผู้ผิดแต่เพียงผู้เดียว ทำให้เกมอำนาจและตัวเลขน้ำมันโลกหลังจากนี้ ยังคงพร้อมจะแกว่งตัวอย่างรุนแรง