
"พวกเรากำลังจะไปไหนกันคะเด็ก ๆ?" เสียงคุณแม่เอ่ยถาม ก่อนที่เด็กหญิงฝาแฝดวัย 9 ขวบจากช่องอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง Garza Crew จะประสานเสียงตอบกลับมาอย่างตื่นเต้นว่า "เซโฟราค่ะ!" คลิปนี้คือชาเลนจ์ที่คุณแม่พาลูกสาวทั้งสองคนไปช้อปปิ้งในห้างบิวตี้ชื่อดังด้วยงบประมาณคนละประมาณ 100 ดอลลาร์ฯ (ประมาณ 3,500 บาท) โดยมีเงื่อนไขว่าเด็ก ๆ ต้องพกสมุดโน้ตเข้าไปจดราคาและคำนวณเงินด้วยตัวเอง
ภาพของเด็ก ๆ ที่เลือกหยิบไอเทมยอดฮิตในโซเชียลอย่างลิปบาล์มแบรนด์ดังราคาประมาณ 800-900 บาท หรือบลัชออนและทินท์ราคาประมาณ 1,000 บาท สะท้อนว่าเด็กวัยเพียงเท่านี้รู้จักแบรนด์หรูของผู้ใหญ่อย่างลึกซึ้ง พวกเธอรู้ดีว่าควรเลือกเฉดสีไหน หรือแม้กระทั่งยอมตัดใจวางสเปรย์ฉีดผิวราคาประมาณ 1,400 บาทลงเพราะรู้ว่าแพงเกินงบ แม้สุดท้ายฝาแฝดคู่นี้จะผ่านภารกิจมาได้ภายในงบประมาณ แต่คลิปนี้คือหลักฐานชัดเจนว่าวงการบิวตี้ได้หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเด็กยุคนี้ไปแล้ว
ปรากฏการณ์ ‘Sephora kids’ กำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง โดย BBC ระบุว่า หากลองค้นหาเรื่องเด็กกับสกินแคร์บนโซเชียลมีเดีย จะพบวิดีโอของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ บางคนอายุเพียง 3-4 ขวบ ออกมาทำคลิปแนวเตรียมตัวแต่งหน้าดูแลผิวเพื่ออวดรูทีนสกินแคร์และการเปิดถุงช้อปปิ้งกันอย่างแพร่หลาย สอดคล้องกับผลสำรวจในเด็กอายุ 9-12 ปี จำนวน 1,500 คน ที่พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์หลายชิ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์
ความหลงใหลในเครื่องสำอางนี้ได้กลายเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาล บทความจาก The Atlantic เผยว่าแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มรุกคืบจับตลาดเด็กเล็กอย่างน่ากลัว มีตั้งแต่สกินแคร์สำหรับเด็กวัยหัดเดิน ไปจนถึงแผ่นมาส์กหน้าสำหรับเด็ก 3-4 ขวบ ตลาดนี้เติบโตจนกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง ทว่าท่ามกลางตัวเลขทางเศรษฐกิจอันหอมหวาน สิ่งนี้คือโอกาสใหม่ทางการตลาด หรือเป็นทุนนิยมที่กำลังพรากวัยเยาว์ไปจากเด็ก ๆ กันแน่?
ในมุมมองทางเศรษฐกิจ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ ของเด็ก แต่คือการอุบัติขึ้นของขุมทรัพย์เม็ดเงินมหาศาลที่อุตสาหกรรมบิวตี้ระดับโลก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดนี้ผลักดันให้สินค้าสกินแคร์และเครื่องสำอางสำหรับเด็กโตและเด็กก่อนวัยรุ่น กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงเลย
แบรนด์บิวตี้จำนวนมากเล็งเห็นโอกาสทองและเริ่มเปลี่ยนเกมการตลาดอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Evereden ที่เติบโตจนทำยอดขายได้ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ถูกซื้อไปเติมเต็มในตู้กระจกห้องน้ำของเด็กวัยเพียง 3 ขวบเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์สกินแคร์น้องใหม่อย่าง Pipa ยังออกมาประกาศให้ลูกค้า "เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์" โดยชี้ว่าอายุเฉลี่ยของเด็กยุคเจนอัลฟาที่เริ่มทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือเพียง 8 ขวบเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้ตลาดนี้เติบโตอย่างน่ากลัว คือการที่แบรนด์เปลี่ยนสกินแคร์ให้มีหน้าตาเหมือน "ของเล่น" ด้วยบรรจุภัณฑ์สีสันสดใส มีลูกเล่น และหันไปใช้กลยุทธ์การตลาดแบบแอบแฝงผ่านไมโครอินฟลูเอนเซอร์รุ่นเยาว์บนโซเชียลมีเดีย เด็ก ๆ จึงส่งอิทธิพลต่อกันแบบลอกเลียนแบบพฤติกรรม และทำให้อุตสาหกรรมความงามสามารถข้ามผ่านจากการมองเด็กเป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างเม็ดเงินของธุรกิจบิวตี้ในยุคนี้
ท่ามกลางตัวเลขการเติบโตอันหอมหวาน ปรากฏการณ์นี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นภาพสะท้อนของ "ทุนนิยมระยะสุดท้าย" ที่มุ่งสร้างความต้องการเทียมให้กับเด็กหญิงวัยไม่ถึง 10 ขวบ ในอดีต แบรนด์ความงามมักขายความกลัวเรื่องความแก่และเสนอขายครีมชะลอวัยให้ผู้หญิงวัย 30-40 ปี แต่ในปัจจุบัน แรงกดดันนั้นกลับถูกส่งต่อไปยังเด็กเล็กผ่านฟิลเตอร์และเทคโนโลยีเอไออย่างน่ากลัว จนสร้างค่านิยมที่บิดเบี้ยวให้เด็ก ๆ "กลัวแก่" ตั้งแต่วัยประถม
ความน่ากังวลนี้ทำให้แพทย์ผิวหนังและนักวิชาการร่วมกันบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง Cosmeticorexia หรือภาวะเสพติดเครื่องสำอางและสกินแคร์ในเด็ก ซึ่งเป็นความหมกมุ่นในการพยายามทำให้ผิวเรียบเนียนไร้ที่ติจนเกินพอดี โดยผลการศึกษาพบว่าเด็กที่มีอาการนี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันไปกับการดูคลิปบิวตี้ และใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์มากถึง 10 ชิ้นต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังปฏิเสธที่จะเข้าสังคมหรือพูดคุยกับคนในครอบครัวหากไม่ได้แต่งหน้า
นักพฤติกรรมศาสตร์ยังเตือนว่า เด็ก ๆ กำลังผูกคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเองไว้กับยอดไลก์และคอมเมนต์ จนเริ่มแสดงอาการวิตกกังวล อับอายในรูปลักษณ์ที่แท้จริง และเทียบตัวเองกับภาพลวงตาบนโลกออนไลน์ อาการช้ำใจนี้รุนแรงถึงขั้นทำให้เด็กบางคนไม่อยากไปโรงเรียน และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างผิดปกติเมื่อเติบโตขึ้น
ความขัดแย้งระหว่างผลกำไรและสวัสดิภาพของเด็กนี้ บีบให้หน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกต้องเริ่มลงดาบ ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของอิตาลีเปิดฉากสอบสวนบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง LVMH ในข้อหาใช้กลยุทธ์การตลาดแอบแฝงผ่านอินฟลูเอนเซอร์รุ่นเยาว์เพื่อหลอกล่อให้เด็กต่ำกว่า 10 ขวบซื้อครีมลดริ้วรอย ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ทำให้สังคมต้องกลับมาตั้งคำถามว่า เรากำลังปล่อยให้ทุนนิยมกลืนกินวัยเยาว์ของเด็ก ๆ มากเกินไปหรือไม่
แพทย์ผิวหนังทั่วโลกต่างออกมาเตือนว่า ผิวของเด็กเล็กนั้นมีเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุดอยู่แล้ว การโหมใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์รุนแรงของผู้ใหญ่อย่าง "เรตินอล" หรือสารผลัดเซลล์ผิวเคมี นอกจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังกระตุ้นผิวมากเกินไปจนนำไปสู่พฤติกรรมผิวไหม้ เกราะป้องกันผิวพัง และเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบเฉียบพลัน
แพทย์ผิวหนังในอังกฤษเผยว่า ปัจจุบันมีพ่อแม่พาลูกวัยเพียง 8 ขวบเข้ามารักษาอาการแพ้เครื่องสำอางรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อเด็กพัฒนาอาการแพ้สารเคมีเหล่านี้ตั้งแต่ยังเล็ก พวกเขาอาจจะไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมนั้นได้อีกเลยตลอดชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น ในวงการแพทย์ยังเริ่มพบความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการประโคมครีมทาหน้าตั้งแต่วัยเยาว์ กับอัตราการเกิดโรคผมร่วงรั้งแนวหน้าผากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ การปล่อยให้เด็ก ๆ ดิ่งลึกลงสู่หลุมพรางของวงการสกินแคร์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นฉาบฉวย แต่คือภัยเงียบที่กำลังสร้างความเสียหายทางกายภาพแก่เด็กรุ่นใหม่อย่างถาวร