Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ชาติ Outsource รับงานสหรัฐฯ ถูก AI เขย่าเศรษฐกิจ  ทำแรงงานถูกเลิกจ้าง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ชาติ Outsource รับงานสหรัฐฯ ถูก AI เขย่าเศรษฐกิจ ทำแรงงานถูกเลิกจ้าง

7 มิ.ย. 69
13:45 น.
แชร์

เมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่ม ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเข้านอน แต่ชีวิตของ พอล ปอนเซ ในฟิลิปปินส์ และ ชาฮิด ข่าน ในอินเดีย เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ทั้งคู่คือฟันเฟืองในธุรกิจ "เอาท์ซอร์ส" (Outsourcing) หรือกลุ่มงานรับจ้างบริหารระบบจากต่างประเทศ (BPO) 

พวกเขาต้องยอมทำงานกะดึกเพื่อให้ตรงกับเวลาตื่นนอนของลูกค้าในสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายปีที่งานบริการลูกค้าและงานไอทีหลังบ้านเช่นนี้ เป็นใบเบิกทางช่วยให้คนหนุ่มสาวในประเทศกำลังพัฒนาลืมตาอ้าปากได้ มีเงินส่งลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ และซื้อบ้านเป็นของตัวเอง

แต่มาวันนี้ ความมั่นคงนั้นกำลังถูกเขย่าด้วยคู่แข่งที่ไม่รู้จักเหนื่อยและไม่ต้องนอนอย่าง "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI โดยรายงานจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และ Bloomberg ชี้ตรงกันว่า งานออฟฟิศหลังบ้านที่ซ้ำซากจำเจ ซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของซีกโลกใต้ (Global South) กำลังเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่จะถูก AI แย่งงานไปโดยสมบูรณ์

ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ แรงงานมนุษย์เหล่านี้เองที่เป็นคนคอย "ตรวจงานและฝึกฝน AI" ในช่วงแรก พวกเขาคอยสอน คอยแก้จนมันฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในวันนี้ AI เรียนรู้จนเก่งพอแล้ว และกำลังหันกลับมาแย่งงานจากมนุษย์ที่เป็นครูของมันเอง วิกฤตเลิกจ้างครั้งนี้กำลังลุกลามไปทั่วโลก ประเทศที่เคยเป็น "คนรับใช้หลังบ้านของโลก" จะรับมืออย่างไร?

สมรภูมิอาเซียน: ฟิลิปปินส์ตั้งรับแรงกระแทก - เวียดนามรุกคืบพลิกวิกฤต

เมื่อขยับมาดูที่ภูมิภาคอาเซียน ฟิลิปปินส์และเวียดนามคือ สองประเทศเนื้อหอมที่บริษัทข้ามชาตินิยมส่งงานมาให้ทำ แต่ในวันที่ AI บุกตลาดแรงงาน สองประเทศนี้กลับกำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมและมีวิธีรับมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • ฟิลิปปินส์: เมื่อ AI ฟังเสียงและจับอารมณ์ได้ดีกว่ามนุษย์

ฟิลิปปินส์พึ่งพาเม็ดเงินจากธุรกิจเอาท์ซอร์สมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของ GDP ประเทศ และจ้างงานคนป้อนข้าวป้อนน้ำครอบครัวอยู่เกือบ 2 ล้านตำแหน่ง แต่ในวันนี้ แรงกระแทกจาก AI เริ่มทำให้คนงานตื่นตระหนก โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานฝ่ายสนับสนุนทางแชท (Chat Support) และนักวิเคราะห์คุณภาพ (Quality Analyst หรือ QA)

อีวาน เปเรกรินา อดีตหัวหน้าทีม QA ในคอลเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง เล่าเรื่องราวสุดช้ำว่า งานของเขาคือการคอยนั่งฟังไฟล์เสียงอัดเทปของพนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพื่อประเมินว่าพนักงานพูดจาดีไหม แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ถูกต้องหรือเปล่า แต่จู่ ๆ เขากับเพื่อนร่วมงานกว่า 70 ชีวิตรวมถึงซุปเปอร์ไวเซอร์ ก็ถูกบริษัทสั่งเลิกจ้างพร้อมกัน เพราะบริษัทหันไปใช้ AI ทำหน้าที่นี้แทน

ความน่ากลัวคือ AI สามารถฟังคำพูด จับระดับเสียง และวิเคราะห์อารมณ์ความตึงเครียดของลูกค้าได้แถมยังให้คะแนนประเมินพนักงานออกมาได้อย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำได้ ความย้อนแย้งที่เจ็บปวดสำหรับอีวานคือ ในตอนแรกที่บริษัทนำ AI ตัวนี้เข้ามาใช้ เขาเองนั่นแหละที่เป็นคนคอยนั่งตรวจทานผลลัพธ์ของ AI เพื่อแก้ข้อผิดพลาดและสอนให้มันฉลาดขึ้น จนสุดท้าย AI มันเก่งพอที่จะมาแย่งงานของเขาไปอย่างสมบูรณ์

ปัจจุบัน อีวานต้องกลายมาเป็นเสาหลักที่ไร้งานประจำ ต้องวิ่งหางานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินซื้อข้าวและค่ายาให้แม่ ส่วนแพลนที่จะซ่อมบ้านก็ต้องพับเก็บไปก่อนเพราะความเครียดจนเกือบจะร้องไห้หลายครั้ง

ทางด้านกลุ่มเครือข่ายพนักงานบีพีโอในฟิลิปปินส์ ออกมาเตือนว่า แผนการเดิมของประเทศที่ตั้งเป้าจะขยายการจ้างงานในธุรกิจนี้ให้ถึง 2.5 ล้านตำแหน่งภายในปี 2028 นั้น ไม่อยู่ในร่องในรอยและใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากรัฐบาลและแรงงานยังนิ่งนอนใจ งานที่เคยรู้จักอาจจะหายไปต่อหน้าต่อตา

  • เวียดนาม: พลิกวิกฤตเทคโนโลยี สลัดภาพ "แรงงานราคาถูก" สู่ "วิศวกร AI"

ตัดภาพไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่นี่กลับกลายเป็นโมเดลของการปรับตัวที่น่าจับตามอง ตลาดรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์และไอทีของเวียดนามยังคงเติบโตสวนกระแสโลกและคาดว่าจะสร้างมูลค่าแตะ 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เคล็ดลับของเวียดนามอยู่ที่ โครงสร้างประชากรและทักษะ แรงงานสายไอทีในเวียดนามมากกว่า 58% เป็นคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้มองว่า AI เป็นศัตรู แต่พวกเขารีบกระโดดเข้าใส่และเรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI ช่วยเขียนโค้ด เช่น GitHub Copilot หรือ Cursor มาใช้ทำงานอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกลุ่มแรงงานที่ตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยีมากที่สุดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเวียดนามอย่าง FPT ยังได้จับมือกับ NVIDIA ทุ่มเงินทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้าง "โรงงาน AI" สำหรับพัฒนาบุคลากรขั้นสูง เวียดนามกำลังสลัดภาพจำจากการเป็นประเทศที่รับจ้างเขียนโค้ดพื้นฐานราคาถูก แล้วผันตัวขึ้นไปเป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ AI" แทน เพื่อเตรียมเข้าไปอุดรอยรั่วในตลาดประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญวิกฤตประชากรผู้สูงอายุและขาดแคลนแรงงานไอทีขั้นสูงกว่า 8 แสนคน

อินเดีย: เมื่อมหาอำนาจเอาท์ซอร์สโลก เผชิญหน้ากับ "วินาศกรรมแรงงาน"

อินเดียคือ พี่ใหญ่ผู้ครองส่วนแบ่งในตลาดรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์และไอทีสูงถึง 55% ของโลก และจ้างงานประชากรเกือบ 6 ล้านคน แต่ในวันนี้ ตัวเลขความสำเร็จในอดีตกำลังถูกสั่นคลอนด้วยความจริงอันโหดร้าย เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Oracle และ Tata Consultancy Services (TCS) เริ่มปรับลดพนักงานรวมกันไปแล้วกว่า 24,000 ตำแหน่ง

สอดคล้องกับอัตราการจ้างงานใหม่ของกลุ่มบริษัทไอทีชั้นนำที่เคยรับคนปีละหลายพันคน แต่กลับดิ่งลงเหลือเพียงแค่หลักสิบคนเท่านั้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การเปิดตัวปลั๊กอินอัปเดตของ AI ฝั่งอเมริกาอย่าง "Claude" โดยบริษัท Anthropic ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจจัดการระบบอัตโนมัติได้ฉลาดและเร็วยิ่งขึ้น ได้สร้างความตื่นตระหนกในตลาดทุน จนทุบมูลค่าหุ้นกลุ่มไอทีของอินเดียหายไปถึง 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในพริบตา

ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกระดานหุ้น แต่กำลังไล่ล่าแรงงานระดับปฏิบัติการ โดยเฉพาะในกลุ่มงานเขียนโค้ดขั้นพื้นฐานที่ AI สามารถทำแทนได้เกือบทั้งหมด โดยนาย รวี โปรแกรมเมอร์หนุ่มรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงาน 3 ปี เล่าว่า แม้ปีที่ผ่านมาเขาจะตั้งใจทำงานจนได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นของบริษัท แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เมื่อเขาได้รับอีเมลแจ้งเลิกจ้างตอนตีห้าในขณะที่เพิ่งเคลียร์โปรเจกต์เสร็จ โดยบริษัทให้เหตุผลตรง ๆ ว่าจำเป็นต้องลดคนเพราะมีการนำ AI เข้ามาใช้ทดแทน รวีทำได้เพียงเก็บงำความลับนี้ไว้ไม่ให้ครอบครัวที่กำลังขัดสนได้รับรู้ เพราะเขายังต้องหาเงินมาจุนเจือที่บ้านและเตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของน้องสาว

ผลกระทบลูกโซ่จากกองทัพคนตกงานในอินเดีย เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนลามไปถึงเศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจเกี่ยวเนื่องรอบตัวพนักงานออฟฟิศเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมืองเบงกาลูรูซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งศูนย์บริการสนับสนุนหลังบ้านของประเทศ กลุ่มพนักงานไอทีและบีพีโอคือกลุ่มกำลังซื้อหลักในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองอื่นเพื่อมาสร้างอนาคต แต่วันนี้เมื่อตำแหน่งงานเริ่มไม่มั่นคง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างยอมรับว่ายอดขายเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับร้านอาหารและร้านค้าขนาดย่อมรอบ ๆ ย่านธุรกิจที่เคยพึ่งพารายได้จากการจับจ่ายใช้สอยของแรงงานกะดึก

เม็กซิโกและลาติน: หลังบ้านของอเมริกา 

ข้ามฝั่งไปที่เม็กซิโกและกลุ่มประเทศในลาตินอเมริกา ซึ่งได้เปรียบเรื่องพรมแดนที่ติดกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และมีเขตเวลาที่ตรงกัน จนกลายเป็นแหล่งเอาท์ซอร์สยอดนิยมหรือที่เรียกว่า "Nearshoring" แต่รายงานเศรษฐกิจล่าสุดจากธนาคาร Banamex กลับส่งสัญญาณเตือนว่า งานในระบบถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 30% ของประเทศ กำลังเสี่ยงต่อการถูก ‘ระบบอัตโนมัติ’ เข้ามาแทนที่ 

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ งานบริการธุรการ ค้าปลีก ภาคการผลิตที่เป็นกิจวัตร และงานขนส่ง ส่วนงานที่รอดจะเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การเจรจาต่อรอง หรือการปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของมนุษย์ ซึ่ง AI จะเข้ามาช่วยเสริมมากกว่ามาแย่งงาน

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า เม็กซิโกมีจุดอ่อนสำคัญเรื่องโครงสร้างแรงงาน เพราะมีแรงงานนอกระบบ สูงถึง 55% หากคนงานในระบบต้องตกงานเพราะ AI และไหลไปสู่งานนอกระบบเพื่อประทังชีวิตชั่วคราว มันจะส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว เพราะจะทำให้ Productivity ของประเทศตกต่ำลง คนงานขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคม แถมรัฐยังเก็บภาษีได้น้อยลงด้วย 

เม็กซิโกจึงต้องใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ AI จะบุกตลาดในวงกว้างนี้ เร่งปฏิรูปการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และฝึกอบรมทักษะใหม่ให้แรงงาน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตการตกงานให้กลายเป็นโอกาสในการเพิ่มผลผลิตร่วมกับเทคโนโลยีแทน

วิกฤต AI เขย่าเมืองเอาท์ซอร์สทั่วโลกครั้งนี้ กำลังตอกย้ำคำเตือนขององค์การสหประชาชาติ (UNDP) เกี่ยวกับ "ความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่" หากประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ยังคงนิ่งนอนใจ ปล่อยให้แรงงานพึ่งพาแต่ทักษะเดิม ๆ และทำงานที่ซ้ำซากจำเจ AI ก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประเทศร่ำรวยซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีโกยกำไรฝ่ายเดียว ทิ้งห่างประเทศรับจ้างให้ตกงานและยากจนลง 

แม้รายงานจากสภาเศรษฐกิจโลกจะชี้ว่า AI จะช่วยสร้างงานใหม่ ๆ มูลค่าสูงขึ้นมาทดแทน แต่อนาคตเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อภาครัฐและแรงงานในซีกโลกใต้จับมือกันเร่งลงทุนในการศึกษาและ "อัปสกิล"ตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ เพราะทางรอดเดียวในสงครามเทคโนโลยีครั้งนี้ คือการเปลี่ยนตัวเองจาก "ผู้ถูกล่า" ให้กลายเป็น "ผู้ควบคุม AI" ให้ได้นั่นเอง


แชร์
ชาติ Outsource รับงานสหรัฐฯ ถูก AI เขย่าเศรษฐกิจ  ทำแรงงานถูกเลิกจ้าง