
ในชีวิตการทำงาน ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าวันที่ต้องออกจากงานจะมาถึงเมื่อไร บางคนอาจลาออกจากงานเพราะอยากเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ซึ่งหากหางานใหม่ได้ก่อนลาออกก็ดีไป แต่บางคนอาจโชคร้าย ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ
ที่ผ่านมา แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญปัญหามีเงินสำรองไม่พอใช้ในช่วงรอยต่อระหว่างงานเก่ากับงานใหม่ ภาครัฐจึงกำหนดให้มี ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ขึ้นมา ในฐานะหลักประกันทางการเงินอีกชั้นหนึ่ง เพื่อช่วยให้ลูกจ้างมีเงินติดตัวไว้ใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยกฎหมายกำหนดให้เริ่มส่งเงินเข้ากองทุนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
SPOTLIGHT รวบรวมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนกฎหมายเริ่มมีผลจริง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 126 เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน ถูกเลิกจ้าง หรือเสียชีวิต
หลักการและวิธีการ คือ ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน ในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเงินกองทุนจะถูกนำไปลงทุน แล้วลูกจ้างจะได้รับเงินที่ส่งเข้ากองทุนพร้อมผลตอบแทนการลงทุนหลังสิ้นสุดการจ้างงาน
แนวคิดของกองทุนนี้เกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 ซึ่งทำให้ภาครัฐเห็นปัญหาว่าแรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างกะทันหัน แต่ไม่มีเงินสำรองเพียงพอในการดำรงชีวิต จึงกำหนดให้มีกองทุนลักษณะนี้ขึ้นเพื่อเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’ ในยามฉุกเฉิน
เดิมกฎหมายกำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่คณะรัฐมนตรีมีมติเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
กิจการที่ต้องเข้าร่วมกองทุน (บังคับ) คือ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายอื่น
ส่วนกิจการที่กฎหมายไม่บังคับ แต่สามารถเข้าร่วมได้โดยสมัครใจ คือ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตร งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
ส่วนกรณีบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่ลูกจ้าง ‘ไม่สมัคร’ เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างต้องนำลูกจ้างเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2573 ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้างรวม ยกตัวอย่าง หากมีค่าจ้างรวม 20,000 บาทต่อเดือน ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 50 บาทต่อเดือน
หลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2573 ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 0.50% ยกตัวอย่าง หากมีค่าจ้างรวม 20,000 บาทต่อเดือน ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 100 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ คำว่า ‘ค่าจ้างรวม’ จะรวมรายได้ประจำ เช่น ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าตำแหน่ง เบี้ยขยัน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่ากะ แต่ไม่รวมโบนัสหรือค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอน
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมและเงินสมทบคืนเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ไม่ว่าจะลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุ
เงินจะจ่ายคืนเป็นเงินก้อนครั้งเดียว โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง ทั้งนี้ นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการสิ้นสภาพการจ้าง พร้อมดำเนินการคืนเงินภายใน 30 วัน
ในกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิต เงินทั้งหมดจะตกแก่บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (แบบ สกล.5) แต่หากไม่ได้ระบุไว้ เงินจะตกแก่บุตร คู่สมรส บิดา และมารดาในสัดส่วนเท่า ๆ กัน
แม้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะมีลักษณะคล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันออมเงิน แต่เป้าหมายของทั้งสองกองทุนแตกต่างกัน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเน้น ‘เงินสำรองระยะสั้น’ เพื่อช่วยประคับประคองชีวิตในช่วงที่ออกจากงานหรือกำลังหางานใหม่
ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเน้น ‘การออมระยะยาว’ เพื่อสร้างเงินก้อนสำหรับวัยเกษียณ
ประกันสังคมเป็นระบบคุ้มครองความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต โดยมีทั้งลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลร่วมกันสมทบเงิน
แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเน้นเฉพาะการสร้างเงินสำรองเมื่อลูกจ้างออกจากงานเท่านั้น และมีเพียงนายจ้างกับลูกจ้างที่ร่วมกันจ่ายเงินเข้ากองทุน ไม่มีเงินสมทบจากรัฐ
อีกจุดต่างสำคัญ คือ เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสามารถรับคืนได้ทันทีเมื่อออกจากงาน โดยไม่ต้องรอถึงอายุเกษียณเหมือนสิทธิชราภาพของประกันสังคม
กรณีกิจการที่เข้าเกณฑ์บังคับให้ต้องมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน
หากนายจ้างไม่ยื่นแบบ ไม่แจ้งข้อมูล หรือแจ้งข้อมูลเท็จ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบ หรือส่งไม่ครบถ้วน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 5% ของยอดเงินที่ค้างชำระ ต่อเดือน ทั้งนี้ พนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้นำส่งเงินที่ค้างชำระภายใน 30 วัน
อ้างอิง : ธรรมนิติ, HREX.asia, กฎกระทรวงฯ [1] และกฎกระทรวง [2]