
เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบการทำสงครามรัสเซีย–ยูเครน แต่สถานการณ์ในแนวหน้ายังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยูเครนต้องวางแผนรับมือกับการโจมตีอยู่ตลอดเวลา
พร้อมกันนั้น เรายังพบเห็นผู้นำของยูเครน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนพยายามเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ และการสนับสนุนในทุกมิติ
ล่าสุด อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์ปัจจุบันและความสูญเสียที่เกิดขึ้น Spotlight รวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาให้
สถานการณ์ปัจจุบัน และความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดในยูเครน
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำราชอาณาจักรไทย เผยว่า จากการทำสงครามอย่างเต้มรูปแบบของรัสเซียที่ผ่านมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงผลกระทบที่เกิดจากสงคราม แต่เป็นความตั้งใจของรัสเซียในการลบล้างอัตลักษณ์ทุกอย่างของยูเครนในทุกมิติ
นับตั้งแต่การรุกรานของรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ มีการยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 15,000 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีเด็กถึง 791 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 44,000 คน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ได้รวมกับเมืองมารีอูปอลที่กำลังถูกรัสเซียยึดอย่างหนัก ปัจจุบันหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของยูเครนกำลังสอบสวนคดีอาชญากรรมสงครามกว่า 200,000 คดี รวมถึงการายงานการสังหารประชากรอย่างน้อย 70,000 คน และการสังหารเชลยศึกนอกกระบวนการยุติธรรมกว่า 300 คน ตลอดจนการใช้อาวุธเคมีในพื้นที่ที่ถูกปิดล้อมอย่างเมืองมารีอูปอล ทำให้ประชาชนกว่า 400,000 คนต้องเผชิญกับความหวาดกลัว และความทรมานในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งระเบิดกลางอากาศ การดื่มน้ำจากสายฝนเพื่อประทังชีวิต หรือการฝังศพคนรักไว้หน้าบ้านตัวเอง ซึ่งนี่คือการโจมตีที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม
รัสเซียยังคงรุกราน และโจมตีเมืองต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แค่เพียงสัปดาห์เดียว รัสเซียได้ปล่อยโดรนโจมตีกว่า 1,700 ลำ และขีปนาวุธอีก 92 ลูก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และบาดเจ็บอีก 313 คน โดยการโจมตีครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเม่อวันที่ 21 พฤษภาคม มีการใช้โดรนกว่า 600 ลำ และขีปนาวุธอีก 90 ลูกในการพุ่งเป้าไปยังที่พักอาศัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ ตลาดสด และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในกรุงเคียฟ นอกจากนี้ การโจมตีครั้งนี้ยังสร้างความเสียหายอย่างหนักเป็นครั้งแรกต่ออาคารกระทรวงการต่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างความเสียหายสถานที่ทางกีฬาไปกว่า 852 แห่ง โดยเห็นได้ชัดว่ารัสเซียจงใจที่จะทำลายทุกอย่างที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของยูเครน
รัสเซียจงใจที่จะโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้การใช้ชีวิตของชาวยูเครนยากลำบากที่สุด ซึ่งมีการโจมตีระบบพลังงานไปแล้วเกือบ 5,800 ครั้ง ทำให้มีคนงานเสียชีวิตถึง 247 คน และสร้างความเสียหายไปกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของการคมนาคมนั้น ระบบรถไฟก็ถูกโจมตีไปกว่า 1,500 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 40 คน และบาดเจ็บอีก 200 คน
รัสเซียได้สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปยุคใหม่ ซึ่งความเสียหายนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงสร้างพื้นฐานทางน้ำถูกทำงายสิ้น 746 แห่งทะเลดำและทะเลอาซอฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือ การระเบิดเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำคาคอฟกา ซึ่งทำมห้พื้นที่กว่า 600 ตารางกิโลเมตร และชุมชนกว่า 80 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ และพื้นที่ราว 22% ของยูเครนเสี่ยงต่อการปนเปื้อนวัตถุระเบิด โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากระเบิดที่ตกค้างแล้วกว่า 1,400 คน ซึ่งเป็นเด็ก 150 คน
มีการรายงานการบังคับโยกย้าย และเนรเทศเด็กชาวยูเครนกว่า 20,000 คน โดยทางการรัสเซียได้ทำการเปลี่ยนสัญชาติ และมอบเด็กอย่างน้อย 380 คนให้ครบอครัวชาวรัสเซียรับเลี้ยงอย่างผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกัน องค์การสหประชาชาติเผยว่า เชลยศึกชาวยูเครนมากกว่า 95% กำลังเผชิญกับความทรมาน การอดอาหาร และการถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาลระหว่างถูกคุมขังในรัสเซีย
สงครามยุคใหม่กับเทคโนโลยี
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำราชอาณาจักรไทย เผยว่า โดรน ขีปนาวุธ ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ เทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบไร้คนขับ และพื้นที่ไซเบอร์ กำลังเปลี่ยนระบบสงครามยุคใหม่ นวัตกรรมที่ถูกใช้ในการป้องกันประเทศโดยเฉพาะโดรน ช่วยให้กองกำลังยูเครนสามารถยึดดินแดนกลับได้เกือบ 600 ตารางกิโลเมตรตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งยุเครนได้ขยายอุตสาหกรรมโดรนอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตกว่า 500 รายที่จัดหาโดรนมากกว่า 95% ที่ใช้ในแนวหน้า ในทางกลับกัน รัสเซียยังคงพึ่งพากลุ่มประเทศอื่นอย่างหนัก โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรน และการผลิตจากอิหร่าน และเบลารุส ตลอดจนปรับปรุงเทคโนโลยีขีปนาวุธให้เกาหลีเหนือเพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหาร
นอกจากนี้ รัสเซียยังใช้การโจมตีทางไซเบอร์ร่วมกับการโจมตีทางทหาร และการใช้ข้อมูลบิดเบือน เพื่อพุ่งเป้าไปยังหน่วยงานรัฐ โทรคมนาคม และภาคพลังงานของยูเครน นอกเหนือจากอาวุธทั่วไปแล้ว รัสเซียยังใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอาวุธอีกด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีรัฐเปลี่ยนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าซาปอริซเซีย ให้กลายเป็นเครื่องมือในการบังคับขู่เข็ญทางทหาร และการแบล็กเมล์ทางนิวเคลียร์ระดับโลก
แผนสันติภาพที่ยุติธรรม และยั่งยืนในอนาคตกับรัสเซีย
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำราชอาณาจักรไทย เผยว่า เป้าหมายสูงสุดของยูเครน คือสันติภาพที่ครอบคลุมทั้งความยุติธรรม และความยั่งยืน แต่สันติภาพนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และการเคารพในอธิปไตย รวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครนอย่างเคร่งครัด ยูเครนต้องการหลักประกันความมั่นคงที่เข้มแข็งก่อนจะมีข้อตกลงขั้นสุดท้ายใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานซ้ำอีก
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ต้องทำการส่งคืนเชลยศึกทั้งหมดอย่างปลอดภัย และการส่งตัวเด็กกว่า 20,000 คนที่ถูกเนรเทศอย่างผิดกฎหมายกลับประเทศ ถือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับยูเครนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยูเครนปฏิเสธคำขาด และการเรียกร้องให้ยอมจำนนของรัสเซียโดยสิ้นเชิง ยูเครนจะไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพที่บังคับให้ตนต้องถอนทหารออกจากดินแดนของตนเองในภูมิภาคโดเนตสก์ และลูฮานสก์ และจะไม่มีวันยอมรับให้ดินแดนที่ถูกยึดครองชั่วคราวตกเป็นของรัสเซีย นอกจากนี้ ยูเครนยังปฏิเสธที่จะยอมรับข้อจำกัดใด ๆ ต่อขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ หรือสิทธิอธิปไตยในการเลือกเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศของตนเอง
ความสัมพันธ์ทวิภาคี: ไทย จีน และสหรัฐอเมริกา
สำหรับประเทศไทย ยูเครนซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวน 5 ล้านบาท และการสนับสนุนมติของสหประชาชาติที่ปกป้องอธิปไตยของยูเครน ยูเครนกำลังเชิญชวนภาคธุรกิจไทยให้เข้าร่วมงานประชุมการฟื้นฟูยูเครนที่โปแลนด์ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ยูเครนยังเรียกร้องให้ไทยใช้สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อเข้าร่วมแนวร่วมด้านมนุษยธรรมในการช่วยส่งคืนเด็กชาวยูเครนที่ถูกลักพาตัว โดยทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยทางการทูตระดับโลก
นอกจากนี้ ในช่วงปลายมิถุนายน กรุงเทพมหานครจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมวยไทยชิงแชมป์โลก ซึ่งจะมีนักกีฬาชาวยูเครนจำนวนมากเดินทางมาร่วมแข่งขัน เพราะกีฬามวยไทยได้รับความนิยมอย่างมากในยูเครน ซึ่งมีโรงเรียนสอนอยู่หลายแห่ง
ส่วนประเทศจีน แม้จะรับรู้ถึงการพึ่งพาทางเศรษฐกิจที่รัสเซียมีต่อจีนเพิ่มมากขึ้น แต่ยูเครนก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับปักกิ่ง และที่น่าสนใจคือ สถานทูตจีนยังคงเปิดดำเนินการในกรุงเคียฟ แม้รัสเซียจะข่มขู่ให้เจ้าหน้าที่ทูตต่างชาติอพยพออกจากเมืองหลวงก็ตาม ยูเครนมองว่าจีนเป็นชาติมหาอำนาจที่สามารถใช้อิทธิพลสำคัญเพื่อช่วยยุติสงครามได้
และสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามเพื่อสันติภาพ และได้อำนวยความสะดวกในการจัดการประชุมหลายครั้งระหว่างยูเครน และรัสเซีย สหรัฐฯ ยังมีส่วนสำคัญในการเจรจาเพื่อส่งคืนเชลยศึกชาวยูเครน แม้ว่าในขณะนี้โลกจะให้ความสนใจกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางมากกว่าก็ตาม และสหรัฐฯ ก็ยังคงจัดส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารให้กับยูเครนอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด
อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว สงครามไม่ได้วัดผลด้วยจำนวนดินแดนที่ถูกยึดครอง หรือจำนวนอาวุธที่ถูกใช้ไป แต่ถูกวัดจากจำนวนชีวิตที่สูญเสีย ครอบครัวที่แตกสลาย และบาดแผลที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคม
แม้วันหนึ่งเสียงปืนจะเงียบลงแล้ว แต่ความทรงจำของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสงคราม อาจยังคงดังก้องต่อไปอีกนาน และราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการสูญเสียคนรัก ไม่สามารถตีเป็นค่าใด ๆ ได้