
ที่ รร.แบงค็อก มิดทาวน์ ราชเทวี นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวในการเสวนา "โกงสว.จุดเริ่มต้น กินรวบประเทศ" ว่า การต่อสู้นี้ยังอีกยาวนาน ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าตัวพรรคการเมือง ตัวผู้แทน เวลาสู้กับอำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจใดก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่จะต้องใช้พลัง เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ที่ประชาชนมอบให้ แต่เราต้องให้กำลังใจให้เดินไปด้วยกันคือภาคประชาชน ที่ไม่ทิ้งกัน ซึ่งมีกระบวนการทั้งในเชิงกฎหมายโครงสร้าง อำนาจ การสื่อสาร เพื่อที่จะเซาะกร่อน ของการรับรู้ ซึ่งทุกคนช่วยกันเดินหน้าต่อ ไม่ใช่แค่ เอาตัวช้างมาด้วย แต่ต้องเอาควาญช้างมาด้วย ซึ่งการที่จะเอาควาญช้างมา ก็ต้องมีคนล้มตาย ซึ่งคนล้มตาย ก็ต้องร่วมไปให้กำลังใจ ไปงานศพ แถมอีกคนหนึ่งตายอีกคนหนึ่งจะไปต่อด้วย นี่คือเรื่องจริง อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก หรือเรื่องตลก เพราะประเทศหากเดินผ่านเรื่องนี้ไป หรือหากมองข้ามไป ก็จะใกล้เคียงกับเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ถ้าเราสามารถบอกว่ามีเรื่องใหม่เข้ามาแล้ว น่าสนใจมากกว่า และสำคัญมากกว่า กำลังจะทำให้ประเทศถดถอยตามความรู้สึกของคนหลายคน เมื่อประชาชนทราบข้อมูลแล้ว เราจะต้องบันทึกข้อมูลเรื่องราวพฤติกรรม เพื่อที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยทุกภาคส่วน
นายสาธิต ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้เกิดปรากฏการณ์เมื่อ 14 กันยายน ที่ กกต. ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัย จุดสำคัญอยู่ที่เขาไม่ส่งสิ่งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 ตั้งขึ้นมามีพยานหลักฐานมากมายไปยังศาล การไม่ส่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเดินหน้าต่อทางกฎหมาย ว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ซึ่งจะเป็นบันไดขั้นต่อไป ที่จะเอาตัวควาญช้างลงมาด้วย และจะมีผลกระทบระหว่างทาง เพราะฉะนั้นผู้เสียหายที่ไปพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พรรคประชาธิปัตย์ หัวใจคือการร่างคำฟ้อง ซึ่งพรรคมีประสบการณ์ ในการร่างฟ้องพอสมควร ที่ทำให้เห็นถึงเจตนาพิเศษ แต่ยอมรับว่าการร่างคำฟ้องตามมาตรา 157 ไม่ใช่ฟ้องง่าย ถูกออกแบบมาให้เล่นงานคนที่อยู่ในองค์กรอิสระได้ยาก ฉะนั้นการออกแบบเช่นนี้คงไม่ได้ทำถูกใจประชาชน แต่ต้องทำให้เกิดผลให้ได้มากที่สุด และนี่คือวุฒิภาวะของคนที่จะเดินหน้าสู้กับผู้มีอำนาจ การทำให้กระบวนการทุกอย่างเดินไปให้เข้าทาง ประชาชนทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันให้เต็มที่
ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตถึงการพูดของนายอภิสิทธิ์ ในมาตรา 49 ในการล้มล้างการปกครอง มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ เคยเขียนไว้ เทียบ เคียงหรือไม่ เป็นเรื่องในสำนวนที่อาจจะพูดไม่ได้แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางหรือไม่ ที่นักกฎหมายสนับสนุน
นายสาธิต ยังกล่าวว่า ตนคิดว่ามีคอนเนคชั่น ในหลายเรื่องที่คนอาจจะถูกใจ หรือชอบใจ เรื่องที่รัฐบาลทำหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ยอมไม่ได้เพราะขบวนการหรือขบวนการช้าง หมายถึงตัวใหญ่แทรกซึมซึมลึกไปเกาะกินในการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และเชื่อมโยงกันอย่างยากมาก จึงต้องเริ่มต้นจากพยานหลักฐานในคณะอนุฯชุดที่ 26 และพัฒนาการคือคณะอนุฯชุดที่ 36 ที่ กกต. เสียงข้างมาก 5 คน ยึด และมีสิ่งข้างน้อย 2 คน ที่พูดชัดตรงกับคณะอนุฯชุดที่ 26 ทุกอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เชื่อพยานที่กลับคำให้การ แต่พูดถึงประจักษ์พยานที่พูดถึงการชั่งน้ำหนักของพยานหลักฐาน ก็ต้องเลือกเชื่อประจักษ์พยานเจือสมกับสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงผลที่เกิดขึ้นนี่คือหลัก
"แต่จะทำอย่างไร เราจะสู้ชนะ วันนี้มาครึ่งทางแล้ว เป็นไปตามวาระ พร้อมชื่นชม iLaw ในการทำหน้าที่เพื่อประชาชน เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีแผล เป็นแม่ทัพอาจจะต้องบาดเจ็บ และคงจะมีทหารราบบาดเจ็บล้มตายไปบ้าง เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป แต่เป้าหมายของเราคือขจัดสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกจากประเทศนี้ และขจัดพฤติกรรม ไม่ว่าใครก็ตามที่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ อย่าเอาไว้แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีสื่อมวลชน ก็ยาก ไม่เคยมีสื่อมวลชนที่เล่นเรื่องเดียวกันหรือพิธีกรพูดเหมือนกันหมด จึงต้องขอบคุณพวกเขา พร้อมปรบมือให้สื่อฯ"
นายสาธิตยังขยายความ คำว่าผู้เสียหาย โดยวิชาชีพการตีความ ตนมั่นใจว่า ผู้สมัครสว. ต้องมาช่วยกันในการผลักดัน ว่าเข้าข่ายมาตรา 49 รวมล้างการปกครองหรือไม่ ต้องมาดูอีกเรื่องหนึ่ง ทร่จะเดินควบคู่ไปกับพัฒนาการของความถูกต้อง ที่มีมาเสมอและเชื่อว่าพัฒนาการความถูกต้องจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง
พร้อมยังกล่าวว่า สุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญ แม้จะถูกแบบออกแบบให้ยาก หากสว.นังเป็นชุดเดิม จะเดินไม่ได้ จะเป็นอุปสรรค หรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นมันทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ถึงเวลานั้นประชาชนจะมาบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องนี้มีความเห็นร่วมกันเยอะมาก มันเป็นขบวนการช้าง ไม่ใช่งวง
"จบงานนี้ ต้องทำสัตยาบันร่วมกัน ไปแก้รัฐธรรมนูญที่มาสว.เอาให้ชัด ถ้าโลกสวยมันจะไม่สำเร็จเอานะ การออกแบบในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกส่วนจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน ออกแบบให้เดินได้ อย่าไปตีกันระหว่างทาง ไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่มีความเสี่ยง ตนคิดว่าตอนนี้ประชาชนทั่วไป 70-80% รู้เท่ากันแล้วว่า พฤติกรรมเช่นนี้ อยู่ในประเทศนี้ไม่ได้ แต่จะหาช่องทางในช่องทางกฎหมายอย่างไรเพื่อให้เริ่มต้นพัฒนาการ และนำไปสู่การเอาควาญช้างมาลงโทษให้ได้ คือสิ่งที่ต้องร่วมกันทำ และนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ"
Advertisement