
Clarity Act อาจช่วยให้กฎเกณฑ์มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ไม่ได้สร้างแรงส่งเชิงโครงสร้างมากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมเติบโตแบบก้าวกระโดด แตกต่างจาก GENIUS Act ที่ช่วยปลดล็อกกฎหมาย Stablecoin ในปีก่อน หรือการอนุมัติ ETFs เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า
แม้ในเดือนที่ผ่านมาบิตคอยน์จะสามารถปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้สำเร็จจากแรงหนุนของความคาดหวังว่าสงครามอิหร่านอาจเข้าสู่ช่วงของการเจรจา รวมถึงกระแสเชิงบวกจากร่างกฎหมาย Clarity Act อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดในเดือนนี้เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
แรงขายทำกำไรเริ่มกลับมา หลังรายละเอียดของร่างกฎหมาย Clarity Act ออกมาไม่สดใสเท่าที่ตลาดคาด ขณะเดียวกัน ปัจจัยมหภาคเริ่มกลับมาเป็นแรงกดดันหลักอีกครั้ง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่กำลังจะกลายเป็นความเสี่ยงระลอกใหม่ จากผลกระทบต่อเนื่องหลังภาวะสงคราม หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Aftershock ของเศรษฐกิจโลก
ในประเด็นร่างกฎหมาย Clarity Act ภาพรวมถือว่ายังน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับความคาดหวังของตลาด เดิมทีร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าจะช่วยสร้างความชัดเจนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดควรถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ และประเภทใดไม่ควรถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ โดยล่าสุดได้มีการเปิดพิจารณาแก้ไขในชั้นกรรมาธิการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ตลาดเริ่มเห็นรายละเอียดเบื้องต้นของกฎหมายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เนื้อหาที่ออกมายังไม่ได้ถือเป็นการปลดล็อกอุตสาหกรรมคริปโทฯ อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากกิจกรรมสำคัญหลายส่วน เช่น Tokenized Assets การออกขายโทเคน รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ DeFi ยังคงถูกจำกัดให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ หรือ SEC ซึ่งมีกรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด
หรือโดยสรุป Clarity Act อาจช่วยให้กฎเกณฑ์มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ไม่ได้สร้างแรงส่งเชิงโครงสร้างมากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมเติบโตแบบก้าวกระโดด แตกต่างจาก GENIUS Act ที่ช่วยปลดล็อกกฎหมาย Stablecoin ในปีก่อน หรือการอนุมัติ ETFs เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ที่ช่วยเปิดทางให้เม็ดเงินใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรในลักษณะ Sell on Fact หลังข่าวดีถูกสะท้อนในราคาไปพอสมควรแล้ว
อีกหนึ่งปัจจัยที่เริ่มกดดันตลาด คือผลกระทบหลังสงครามที่เริ่มส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจจริง แม้ว่าสงครามอิหร่านจะมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงของการเจรจา แต่การที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก ถูกปิดมานานกว่า 2 เดือน เริ่มสร้างแรงกดดันต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานพลังงานและแนวโน้มเงินเฟ้อ
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น CPI และ PPI ที่ออกมาสูงกว่าคาด รวมถึงความกังวลว่าสต็อกน้ำมันสำรองของหลายประเทศอาจเริ่มตึงตัวมากขึ้น ภาวะนี้ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งอายุ 10 ปี และ 30 ปี ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 2 ถึง 3 ปี สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อระลอกใหม่อย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน มุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยคาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้ราว 1 ถึง 2 ครั้งในปีนี้ กลับเริ่มปรับมาเป็นมุมมองว่า Fed อาจมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งแทน โดยอิงจาก Fed Funds Futures ของ FedWatch Tool
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนทางการเงิน กดดันมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ทองคำ หรือคริปโทเคอร์เรนซี
โดยสรุป แนวโน้มตลาดคริปโทฯ ในเดือนนี้มีโอกาสเข้าสู่ช่วงปรับฐานมากขึ้น จากแรงกดดันทั้งสองด้าน คือแรงขายทำกำไรหลังข่าว Clarity Act ไม่ได้ออกมาดีเท่าที่ตลาดคาด และการขาด Narrative ใหม่ที่จะเข้ามาหนุนตลาดต่อ ขณะที่ปัจจัยมหภาคกำลังกลับมาเป็นความเสี่ยงหลัก และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้างตลอดเดือนนี้
*หมายเหตุ
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ผู้เขียน
นายธนลภย์ ปรีดามาโนช หัวหน้าฝ่ายการลงทุน และผู้จัดการเงินทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด