
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะดูคลี่คลายลง หลังจากที่ทรัมป์ตัดสินใจขยายระยะเวลาหยุดยิงชั่วคราวออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากอิหร่านที่ออกมาหลังจากนั้น อาจจะทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่า เป็นต้นเหตุของทางตันในการเจรจา เพราะสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ และย้ำว่า รัฐบาลอิหร่านจะไม่ยอมรับการถูกรังแกจากรัฐบาลสหรัฐฯ เด็ดขาด
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลาบัฟ โฆษกรัฐสภาเปิดเผยเมื่อวานนี้ (22 เมษายน 2569) ว่า ยังไม่สามารถมีข้อตกลงแบบเต็มรูปแบบระหว่างสองประเทศได้ ถ้าหากว่าสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเช่นนี้
นับเป็นการแสดงความคิดเห็นแรกของโฆษกรัฐสภาอิหร่าน หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านออกไป โดยกาลาบัฟเองเป็นหนึ่งในคณะผู้นำการเจรจาระหว่างสองประเทศ และเขาก็ย้ำว่า รัฐบาลอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เด็ดขาด
“ข้อตกลงหยุดยิงฉบับสมบูรณ์นั้นจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อไม่มีการละเมิดด้วยการปิดล้อมทางทะเล และจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน และต้องยุติการยั่วยุสงครามของไซออนิสต์ในทุกแนวรบด้วย”
เขาย้ำว่า “การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเป็นไปไม่ได้ หากยังมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้” พร้อมกล่าวหาว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล “ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายผ่านการรุกรานทางทหาร และจะไม่สามารถทำได้ด้วยการข่มขู่เช่นกัน”
ด้านประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ก็สะท้อนจุดยืนเดียวกัน โดยเน้นว่า หนทางสู่สันติภาพต้องอาศัยการทูต ไม่ใช่แรงกดดัน
เขาระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยินดีต่อการเจรจาและข้อตกลง และยังคงยึดมั่นในแนวทางนั้น” พร้อมส่งสารถึงสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า “การละเมิดพันธกรณี การปิดล้อม และการข่มขู่ คืออุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาที่แท้จริง โลกกำลังเห็นวาทกรรมที่ย้อนแย้งและความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำของคุณ”
แม้ทั้งสองฝ่ายจะส่งสัญญาณพร้อมกลับเข้าสู่สงครามได้ทุกเมื่อ แต่ข้อตกลงหยุดยิงยังคงดูเหมือนจะมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องจนถึงวันพุธ ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดช่วงเวลาเริ่มต้นสองสัปดาห์ของข้อตกลงดังกล่าว
การขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงมีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น หลังจากเริ่มชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านจะไม่เข้าร่วมการเจรจาที่มีกำหนดจัดขึ้นในปากีสถาน เพื่อประท้วงมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ
เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ Amir-Saeid Iravani ระบุว่า การยุติการปิดล้อมถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จำเป็นต่อการเดินหน้าเจรจา
เมื่อถูกถามว่า ความสงบชั่วคราวจากการหยุดยิงจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นการรุกรานทางทหาร สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม และอิหร่านก็พร้อม หากสหรัฐฯ ต้องการนั่งลงที่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกทางการเมือง
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้กำหนดเส้นตายใหม่สำหรับการสิ้นสุดของการหยุดยิงที่ขยายออกไป แต่ส่งสัญญาณเมื่อวันอังคารว่า การปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านจะยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันในการเจรจาครั้งต่อไป
เขาเขียนผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีคนเข้ามาหาผมเมื่อสี่วันก่อน บอกว่า ‘ท่านครับ อิหร่านต้องการเปิดช่องแคบ (ฮอร์มุซ) ทันที’ แต่ถ้าเราทำแบบนั้น จะไม่มีทางมีข้อตกลงกับอิหร่านได้เลย เว้นแต่เราจะทำลายส่วนที่เหลือของประเทศพวกเขา รวมถึงผู้นำของพวกเขาด้วย”
อย่างไรก็ตาม ในวันพุธที่ผ่านมา โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ ลีวิตต์ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่อ้างว่า ทรัมป์ได้กำหนดกรอบเวลาหยุดยิงไว้เพียง 3–5 วัน โดยย้ำว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ตัดสินใจเพียงผู้เดียวเกี่ยวกับกรอบเวลาของสงคราม
เธอยังกล่าวเสริมว่า ทรัมป์พึงพอใจกับมาตรการปิดล้อมและผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจอิหร่าน