
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลทั่วโลกต่างตื่นเต้นมากที่สุด เพราะเหลือเวลาอีกเพียงไม่นาน ฟุตบอลโลก 2569 จะเปิดฉากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับอีกว่า ฟุตบอลโลกคราวนี้มีดราม่ามากมายตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
นอกจากประเทศไทยที่ประสบปัญหาในการดูถ่ายทอดสดแล้ว วันนี้ Spotlight จะพามาดูว่า แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นเจ้าภาพงานนี้ ก็ต้องพบเจอปัญหาใหญ่เช่นกัน
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) ถึงกับออกมาเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า ให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพราะนโยบายดังกล่าวของทรัมป์ปลุกความเป็นลัทธิอำนาจนิยม และเพิ่มความรุนแรงของประชาชนในสหรัฐฯ ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนควรเรียนรู้ข้อระวัง และมีแผนฉุกเฉินเสมอเมื่ออยู่ในประเทศสหรัฐฯ
ปัญหาเรื่องวีซ่ายังคงสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวอยู่ เพราะล่าสุด มีนโยบายออกมาว่านักท่องเที่ยวต้องวางเงินประกันวีซ่า 15,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 487,500 บาท แต่ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นโยบายนี้ ได้มีการยกเว้นให้กับผู้ถือตั๋วฟุตบอลโลก 2569 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังกังวลเรื่องของความล่าช้าในการขอวีซ่า ซึ่งเสี่ยงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเสี่ยงที่จะเดินทางมาไม่ทัน หรืออาจถูกปฏิเสธการเข้าประเทศได้
คนอเมริกันเองก็เผชิญกับภาวะบีบคั้นจากตลาดแรงงานที่ซบเซา และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง 4.16 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นสูงมากหากเปรียบเทียบกับก่อนมีสงครามอิหร่าน ซึ่งเคยอยู่ที่ 2.98 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ปัจจัยเหล่านี้ก็ส่งผลให้ความต้องการในการเดินทางของคนอเมริกันในการไปดูฟุตบอลโลกลดลง โดยไมค์ เอ็ดเวิร์ดส์ ศาสตราจารย์ด้านการจัดการกีฬาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตท กล่าวเสริมว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความอยากลดลง เพราะเราต้องจ่ายน้ำมัน และราคาตั๋วที่สูง นอกจากนี้ปัจจัยด้านความขัดแย้งในสงครามก็สร้างความกังวลในกับนักท่องเที่ยวในการเดินทางเข้า และใช้จ่ายในประเทศสหรัฐฯ
สมาคมโรงแรม และที่พักอเมริกันเผยว่า ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน ยอดจองโรงแรมกว่า 80% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามชี้ว่า ‘เป็นเพราะปัญหาเรื่องวีซ่า และภูมิรัฐศาสตร์’ เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ซีแอตเทิล หรือแม้แต่แวนคูเวอร์ในแคนาดา ก็มียอดจองต่ำกว่าในช่วงฤดูร้อนปกติ
แต่ในทางกลับกัน Airbnb กลับมียอดจองพุ่งสูง โดยเฉพาะบ้านพักที่ใกล้สนามแข่งในดัลลัส และฟิลาเดลเฟียในราคาเริ่มต้น 300-700 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,700-22,700 บาท) สำหรับการพัก 2 คืน นอกจากนี้ ที่พักใกล้สนามรอบชิงชนะเลิศในย่านนิวยอร์ก และนิวเจอร์ซีย์ มีการตั้งราคาสูงกว่าสนามแข่งปกติถึง 5,600 ดอลลาร์ (ประมาณ 182,000 บาท)
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ยอดจองเที่ยวบินกว่า 70% มาจากนักท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปกติแล้วนักท่องเที่ยวในประเทศมักจะใช้จ่ายน้อยกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉลี่ยแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติจะใช้จ่ายประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อคน (ประมาณ 162,500 บาท) ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวในประเทศถึง 200 ดอลลาร์ต่อคน (ประมาณ 6,500 บาท) ซึ่งอาจส่งผลให้สหรัฐฯ สูญเสียโอกาสทางรายได้จากต่างชาติไปอย่างน่าเสียดาย
แฟนบอลทั่วโลกต่างไม่พอใจกับราคาตั๋วที่พุ่งสูง โดยกล่าวว่า นี่เป็นการ ‘ขูดรีด’ และเป็น ‘การทรยศ’ โดยตั๋วรอบแรกในดัลลัส ราคาต่ำสุดคือ 800 ดอลลาร์ (ประมาณ 26,000 บาท) ส่วนนัดชิงชนะเลิศในนิวยอร์ก ราคาตั๋วรีเซลพุ่งสูงตั้งแต่ 9,200 ไปจนถึง 43,553 ดอลลาร์! (ประมาณ 299,000 - 1.42 ล้านบาท)
เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซง โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อัยการรัฐนิวยอร์ก และนิวเจอร์ซีย์ได้เริ่มมีการตรวจสอบ และกำหนดราคาตั๋วของฟุตบอลโลก ในขณะเดียวกัน โซห์รัน มัมดานี นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก พยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดลอตเตอรี่สุ่มแจกตั๋วรอบธรรมดาราคา 50 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,600 บาท) จำนวน 1,000 ใบให้กับชาวนิวยอกร์ก
นอกจากนี้ โซห์รันได้ออกมาประกาศร่วมกับแคธี่ โฮชุล ผู้ว่าการรัฐว่า จะร่วมมือกับกลุ่ม Global Citizen ในการจัดฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศในเซ็นทรัลพาร์ค ซึ่งสามารถรองรับคนได้ถึง 50,000 คน เพื่อเป็นการยืนยันว่า ชาวเมืองไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหลักหมื่นดอลลาร์เพื่อมีส่วนร่วมในฟุตบอลโลก
ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับนิวยอร์กเท่านั้น แต่เมืองต่าง ๆ อย่างแอตแลนตา และจอร์เจีย ก็ได้มีการสร้างแคมเปญฟุตบอลโลกโดยร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไรในการจัดงานใหญ่ภายในเมือง เพื่อมอบโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงตั๋วราคาแพงได้มีส่วนร่วมกับงานฟุตบอลโลก โดยเรียกว่า ‘ฟุตบอลโลกของประชาชน’
นอกจากเป็นงานที่เรียกกระแส และสร้างความตื่นเต้นให้กับคนแล้ว ฟุตบอลโลกได้ถูกใช้ให้เป็นงานระดมทุน และงานกุศลด้วย อย่างเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ใช้งานฟุตบอลโลกในการระดมทุนสำหรับโครงการ ‘ระเบียงสีเขียว’ โดยเป็นโครงการที่เชื่อมเส้นทางเดิน ปั่นจักรยาน และรถไฟฟ้ารางเบาเข้าด้วยกัน
ส่วนเมืองแคนซัสซิตี้ได้เพิ่มบริการรถโดยสารประจำทางในช่วงฟุตบอลโลก โดยเช่ารถโดยสารถึง 215 คัน เพื่อเพิ่มความถี่ในการให้บริการตลอดระยะเวลา 32 วัน ซึ่งนายกเทศมนตรีหวังว่า การปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะในระยะยาว
แต่เมื่อปีที่แล้ว หลังเมืองแคนซัสซิตี้ได้มีการเสนอเปิดเรือนจำแห่งใหม่ ประชาชนต่างออกมาเรียกร้อง และกล่าวหาว่า นี่คือความพยายามของเมืองที่จะกวาดล้างและซ่อนคนไร้บ้านให้พ้นสายตานักท่องเที่ยวในช่วงฟุตบอลโลก แม้นายกเทศมนตรีจะออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม