
นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่า ประเทศของเขากำลังระงับการยิง "ในขณะนี้" แต่เขาเน้นย้ำว่า การต่อสู้กับอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์นั้นยังไม่สิ้นสุด
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกองทัพอิหร่านแถลงว่า ได้ยุติปฏิบัติการต่าง ๆ ลงแล้ว หลังจากที่ได้ตอบโต้อย่างเจ็บแสบต่ออิสราเอล แต่อิหร่านขู่ว่าจะใช้มาตรการที่รุนแรงและพร้อมบดขยี้มากยิ่งขึ้น หากอิสราเอลดำเนินการโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงในเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองกำลังอิสราเอลกำลังต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอล เพื่อเป็นการล้างแค้นต่อการโจมตีในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ขณะที่อิสราเอลได้ตอบโต้ในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ โดยอ้างการมุ่งเป้าทำลายล้างฐานกลุ่มก่อการร้านฮิซบอลเลาะห์ นับเป็นการสาดอาวุธใส่กันต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง ทำให้ดีลหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือนเมษายนขาดสะบั้น
ท่ามกลางสถานการณ์ที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ชวนจับตาบทบาทของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ผู้นำสหรัฐฯ ที่พยายามกดหัวทั้งสองฝั่งให้หมอบราบคาสนามรบเพื่อบีบให้เซ็นดีลสันติภาพ รวมถึงท่าทีล่าสุดของสองมหาอำนาจที่อาจทำให้สมรภูมิตะวันออกกลางลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง
ท่าทีจากพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า เนทันยาฮูขัดคำสั่งในการเปิดฉากถล่มอิหร่านรอบล่าสุด อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยืนยันว่า ทรัมป์ได้ต่อสายตรงหาเนทันยาฮูทันทีเพื่อเคลียร์วิกฤตนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่อิสราเอลเผยว่ายอมสั่งเบรกการโจมตีตามคำขอของผู้นำสหรัฐฯ
ทรัมป์เผยถึงวิธีที่ตนเองใช้กล่อมผู้นำอิสราเอลให้ยอมฟังว่า "ผมก็แค่บอกเขาว่า 'เราต้องใช้เหตุผลกันหน่อย' เพราะตอนนี้เราใกล้จะบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่และดีมาก ๆ แล้ว ข้อตกลงที่จะไม่มีเรื่องอาวุธนิวเคลียร์หรืออะไรเทือกนั้นเลย คุณก็รู้ว่าเราต้องใช้สามัญสำนึกกันให้มาก ๆ แล้วทุกอย่างมันก็เรียบร้อยดี" นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพูดถึงเนทันยาฮูอย่างมั่นใจแบบเหนือกว่าว่า "ถ้าผมสั่งให้เขาทำอะไร เขาก็ต้องทำ"
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์หลังม่านอาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด มีรายงานว่า ทรัมป์ได้ขู่เนทันยาฮูว่าหากเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง อิสราเอลอาจต้องโดดเดี่ยว โดยทรัมป์เผยว่า "ผมพูดว่า 'บีบี คุณควรระวังตัวให้ดี ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอีกไม่ช้า'" ซึ่งตัวเนทันยาฮูเองก็ได้แถลงตอกกลับผ่านโทรทัศน์เช่นกันว่า "อิสราเอลมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการป้องกันตนเอง และเรากำลังใช้สิทธิ์นั้นตามความจำเป็น"
ชนวนเหตุยิงถล่มรอบ 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออิหร่านสาดขีปนาวุธชุดใหญ่เข้าใส่เยรูซาเล็ม รวมถึงพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ของอิสราเอล ขณะที่กองทัพอิสราเอล (IDF) สวนกลับระลอกสอง ถล่มยับโรงงานปิโตรเคมีในเมืองมาห์ชาห์รของอิหร่าน ซึ่งอ้างว่า เป็นแหล่งผลิตสารเคมีสำหรับขีปนาวุธ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บในอิหร่าน 15 ราย
ส่วนในเลบานอน การโจมตีของอิสราเอลที่เมืองไทร์คร่าชีวิตไป 5 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยสภากาชาดรวมอยู่ด้วย ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์สวนกลับทันควันด้วยจรวดชุดใหญ่ถล่มขบวนรถถังและทหารอิสราเอลทางตอนใต้ของเลบานอน
สงครามล้างแค้นครั้งใหญ่ในภูมิภาคนี้ ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เด็ดหัว อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จนไฟสงครามลามไปทั่วตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด จนถึงขณะนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชน HRANA ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 3,636 ราย เป็นพลเรือนถึง 1,701 ราย ขณะเลบานอนสังเวยชีวิตไปแล้ว 3,613 ราย
ฝั่งอิสราเอลมีพลเรือนเสียชีวิตจากขีปนาวุธ 20 ราย และทหาร 30 นาย รวมถึงมีผู้เสียชีวิตในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียอีก 29 ราย ส่วนสหรัฐฯ ต้องสังเวยชีวิตทหารไปแล้ว 13 นายในสมรภูมินี้ ท่ามกลางเสียงเตือนจาก โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่านที่ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บแสบว่า "เราจะไม่ต่อสู้หรือเจรจา แต่เราจะต่อสู้ในเวลาของเราเองและเจรจาในเวลาของเราเอง"