Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กกพ. เปิด 4 สูตรคิดค่าไฟ ใช้เกิน 400 หน่วยคิดเฉลี่ย 5 บาท/หน่วย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

กกพ. เปิด 4 สูตรคิดค่าไฟ ใช้เกิน 400 หน่วยคิดเฉลี่ย 5 บาท/หน่วย

22 พ.ค. 69
16:20 น.
แชร์

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า หรือ Progressive Rate ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกมีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปให้กำหนดในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ และรู้คุณค่ามากขึ้น

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. อธิบายว่า อัตราก้าวหน้าสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายผ่านภาพเปรียบเทียบกับการซื้อสินค้า หากซื้อส้มในราคากิโลกรัมละ 40 บาท เมื่อซื้อเพิ่มขึ้นโดยทั่วไปก็จ่ายเงินเพิ่มตามจำนวนที่ซื้อ แต่ในกรณีของอัตราก้าวหน้า ความหมายสำคัญคือ ยิ่งใช้มากขึ้น หน่วยไฟฟ้าในช่วงถัดไปก็จะมีอัตราสูงขึ้นตามลำดับ วิธีคิดเช่นนี้ทำให้โครงสร้างค่าไฟไม่ใช่อัตราเดียวตลอดทั้งบิล แต่เป็นการคิดแบบขั้นบันไดตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ดร.พูลพัฒน์ย้ำว่า ข้อเสนอที่นำมาเปิดเผยในครั้งนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่เป็นการทำหน้าที่ของ กกพ. ตามกรอบนโยบายที่รัฐบาลมอบหมาย และเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายที่ต้องเปิดให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องได้รับรู้ รับทราบ และแสดงความคิดเห็น ก่อนที่สำนักงาน กกพ. จะรวบรวมผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดเพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าเป็นเรื่องที่มีผลสะท้อนในสังคมวงกว้าง ทั้งต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ต้นทุนระบบไฟฟ้า ความเป็นธรรม และพฤติกรรมการใช้พลังงานของครัวเรือน

ขั้นตอนกำกับค่าไฟตามกฎหมาย กกพ.ย้ำอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

ดร.พูลพัฒน์ระบุว่า การนำเสนอครั้งนี้แบ่งสาระสำคัญออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ขั้นตอนการกำกับอัตราค่าบริการไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 รายละเอียดของโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าตามมติ กพช. และวิธีคำนวณค่าไฟฟ้าพร้อมตัวอย่าง เพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกันและลดความคลาดเคลื่อนในการตีความผลกระทบของอัตราใหม่

ในส่วนของขั้นตอนกำกับอัตราค่าบริการไฟฟ้า ดร.พูลพัฒน์อธิบายว่า มาตรา 64 กำหนดให้การกำกับอัตราของผู้รับใบอนุญาตต้องเป็นไปตามแนวทางหรือนโยบายของรัฐบาล จากนั้น กกพ. ต้องนำนโยบายดังกล่าวมากำหนดเป็นหลักเกณฑ์ภายใต้กรอบที่ได้รับมอบหมาย ขณะที่ผู้รับใบอนุญาต ซึ่งในกรณีนี้คือการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ต้องเสนออัตราที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของตนเองกลับมายัง กกพ. เพื่อให้ กกพ. พิจารณาความเหมาะสม

เมื่อ กกพ. ได้รับข้อเสนอจากผู้รับใบอนุญาตแล้ว จะต้องพิจารณาว่าอัตราที่เสนอเข้ามามีความเหมาะสมหรือไม่ สะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภคเพียงใด ก่อนเข้าสู่กระบวนการหารือและรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ผลความคิดเห็นที่ได้จะถูกนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของ กกพ. อีกครั้งหนึ่ง ก่อนมีการประกาศใช้จริงในลำดับถัดไป

กระบวนการตามลำดับเวลาที่สำนักงาน กกพ. นำเสนอเริ่มจากวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่ง กพช. มีมติให้กำหนดนโยบายปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยให้ 200 หน่วยแรกมีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จากนั้น กกพ. ต้องดำเนินการตามมาตรา 65 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า โดยมีหัวใจสำคัญคือ อัตราค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งในส่วนของผู้ผลิตและระบบไฟฟ้า ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ดร.พูลพัฒน์เน้นว่า กระบวนการดังกล่าวต้องมีความโปร่งใสและต้องประกาศเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนตามมาตรา 66 และมาตรา 67 โดย กกพ. เชิญการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เสนออัตราเข้ามา ก่อนนำข้อเสนอทั้ง 4 กรณีไปเปิดรับฟังความคิดเห็น เมื่อรับฟังเสร็จแล้ว สำนักงาน กกพ. จะรวบรวมความเห็นทั้งหมดกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานอีกครั้ง

ดังนั้น สถานะของข้อเสนอในขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนที่สี่ คือการรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย โดยหลังจากสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงาน กกพ. จะเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อไป เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบเวลาที่ กพช. มอบหมายให้ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569

นโยบาย 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท มุ่งบรรเทาค่าครองชีพและส่งเสริมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์กล่าวถึงที่มาของนโยบายว่า ภาครัฐมีความห่วงใยประชาชนจากสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า จึงนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่กำหนดให้การบรรเทาผลกระทบด้านค่าไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

คำว่าใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตามคำอธิบายของดร.พูลพัฒน์ หมายถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า โดยตระหนักว่าทรัพยากรพลังงานเป็นทรัพยากรที่จัดหาได้ยากและมีต้นทุนสูง รัฐบาลจึงมอบหมายให้ กพช. ไปกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการปรับปรุงอัตราค่าไฟดังกล่าว

ต่อมาในการประชุม กพช. วันที่ 29 เมษายน 2569 กพช. ได้นำมติคณะรัฐมนตรีมาพิจารณาและเห็นชอบให้ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยกำหนดให้การใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกมีอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และให้โครงสร้างอัตราใหม่สะท้อนต้นทุน ส่งเสริมการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนแนวทางด้านพลังงานสะอาดด้วย หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ร่วมดำเนินการ ได้แก่ กกพ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ดร.พูลพัฒน์สรุปสาระสำคัญของมติ กพช. วันที่ 29 เมษายน 2569 ว่ามีประเด็นหลักหลายด้าน ประเด็นแรกคือการปรับปรุงอัตรา Progressive Rate สำหรับบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมหรือภาคพาณิชย์ ประเด็นที่สองคือการกำหนดให้ปรับปรุงอัตราค่าไฟให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 โดยกลุ่ม 200 หน่วยแรกต้องมีอัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนการใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปให้สะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และส่งเสริมให้เกิดการประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้า

สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ดร.พูลพัฒน์ระบุว่า อัตราดังกล่าวเป็นอัตราแบบก้าวหน้าที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2566 โดยบ้านอยู่อาศัยจัดอยู่ในประเภทที่ 1 แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือประเภท 1.1 หรือบ้านขนาดเล็กที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย และประเภท 1.2 หรือบ้านขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วย อัตราทั้งสองประเภทถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน และเป็นอัตราที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายใช้คิดค่าไฟในบิลของประชาชนทั่วประเทศ

ในกลุ่มบ้านขนาดเล็กหรือประเภท 1.1 อัตราปัจจุบันเริ่มจาก 15 หน่วยแรกอยู่ที่ประมาณ 2.34 บาทต่อหน่วย ช่วง 10 หน่วยถัดไปอยู่ที่ประมาณ 2.98 บาทต่อหน่วย ช่วงถัดไปอยู่ที่ประมาณ 3.24 บาทต่อหน่วย จากนั้นขยับขึ้นเป็นประมาณ 3.62 บาท 3.71 บาท และเพิ่มต่อไปจนถึงช่วงเกิน 250 หน่วยที่ประมาณ 4.22 บาทต่อหน่วย และช่วงเกิน 400 หน่วยที่ประมาณ 4.42 บาทต่อหน่วย ส่วนกลุ่มบ้านขนาดใหญ่หรือประเภท 1.2 มีโครงสร้างใกล้เคียงกัน โดยช่วง 150 หน่วยแรกอยู่ที่ประมาณ 3.24 บาทต่อหน่วย และช่วงถัดไปสูงขึ้นตามบันไดการใช้ไฟ

เมื่อเปรียบเทียบกับหลักการใหม่ที่กำหนดให้ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่มีอัตราเดิมสูงกว่า 3 บาทในช่วงไม่เกิน 200 หน่วยจึงเป็นกลุ่มที่ต้องปรับลดลง ส่วนกลุ่มที่มีอัตราต่ำกว่า 3 บาทอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องปรับลด และกลุ่มที่ใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปจะเป็นกลุ่มที่ต้องพิจารณาการปรับเพิ่มในบางช่วง เพื่อชดเชยส่วนลดของกลุ่มหน่วยแรกและรักษาสมดุลต้นทุนโดยรวมของระบบ

ดร.พูลพัฒน์ยังนำเสนอสถิติผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยเพื่อประกอบการพิจารณา โดยระบุว่าปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 23.63 ล้านราย ในจำนวนนี้ กลุ่มที่ใช้ไฟตั้งแต่ 0-200 หน่วยมีสัดส่วนประมาณ 67% หรือราว 15.86 ล้านราย ขณะที่กลุ่มใช้ไฟ 201-400 หน่วยมีสัดส่วนประมาณ 19% และกลุ่มที่ใช้ไฟค่อนข้างมากตั้งแต่ 500 หน่วยขึ้นไปมีสัดส่วนประมาณ 9% หรือราว 2 ล้านราย

เมื่อพิจารณาในมุมของปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริง บ้านอยู่อาศัยทั้งหมดมีการใช้ไฟรวมประมาณ 60,000 ล้านหน่วยต่อปี โดยกลุ่มที่ใช้ไฟมากที่สุดคือกลุ่ม 500 หน่วยขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณ 39% หรือประมาณ 23,000 ล้านหน่วยต่อปี รองลงมาคือกลุ่ม 201-400 หน่วย มีสัดส่วนประมาณ 26% หรือประมาณ 16,000 ล้านหน่วยต่อปี และกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยมีสัดส่วนประมาณ 26% ของหน่วยไฟฟ้ารวมทั้งปี

สถิติดังกล่าวถูกนำมาใช้ประกอบการออกแบบนโยบาย เพราะกลุ่มผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยเป็นกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ไฟจำนวนมากแม้มีจำนวนผู้ใช้น้อยกว่า แต่มีปริมาณการใช้ไฟรวมสูงกว่า แนวทางอัตราก้าวหน้าจึงมุ่งช่วยเหลือผู้ใช้ไฟน้อยผ่านอัตราที่ลดลง พร้อมส่งสัญญาณทางราคาต่อผู้ใช้ไฟมากให้ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม

4 กรณีข้อเสนอใหม่ สะท้อนทางเลือกกระจายภาระต่างกันระหว่างกลุ่มใช้ไฟปานกลางและใช้ไฟสูง

ข้อเสนอที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเสนอเข้ามายัง กกพ. และถูกนำมาเปิดรับฟังความคิดเห็น มีทั้งหมด 4 กรณี โดยทุกกรณีมีหลักคิดร่วมกันว่า หน่วยไฟฟ้าในช่วงที่เดิมมีอัตราสูงกว่า 3 บาทต่อหน่วยและอยู่ภายในกรอบ 200 หน่วยแรก จะถูกปรับลดลงให้สอดคล้องกับนโยบายไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนภาระส่วนต่างจากการลดค่าไฟในช่วงหน่วยแรกจะถูกนำไปเฉลี่ยกับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงหน่วยที่สูงกว่า

กรณีที่หนึ่ง เป็นแนวทางที่ปรับลดอัตราค่าไฟในช่วงที่เกิน 3 บาทให้ลงมาอยู่ที่ 3 บาท โดยเฉพาะช่วง 26-35 หน่วยที่เดิมประมาณ 3.24 บาท จะลดลงประมาณ 24 สตางค์ ช่วงถัดไปที่เดิมสูงกว่า 3 บาทจะลดลงในระดับประมาณ 63 สตางค์ 71 สตางค์ และบางช่วงลดลงประมาณ 1.22 บาท จากนั้นภาระส่วนต่างจะถูกนำไปเฉลี่ยให้กลุ่มที่ใช้ไฟตั้งแต่ 401-500 หน่วย และ 501 หน่วยขึ้นไป โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1.02 บาทต่อหน่วย ทำให้อัตราใหม่ในช่วงปลายขึ้นไปอยู่ราว 5.44 บาทต่อหน่วย

กรณีที่สอง ใช้หลักคิดใกล้เคียงกับกรณีที่หนึ่ง แต่ทำให้โครงสร้างมีความก้าวหน้ามากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มที่ใช้ไฟยังไม่สูงมากในช่วงปลายจะรับภาระเพิ่มน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ไฟสูงกว่า โดยช่วง 401-500 หน่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.98 บาทต่อหน่วย ขณะที่ช่วง 501 หน่วยขึ้นไปเพิ่มขึ้นประมาณ 1.03 บาทต่อหน่วย ทั้งสองกรณีนี้มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพราะภาระหลักถูกวางไว้ที่กลุ่มใช้ไฟตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป

กรณีที่สาม เปลี่ยนหลักคิดโดยให้กลุ่มที่ใช้ไฟตั้งแต่ 201-400 หน่วยเข้ามามีส่วนร่วมรับภาระด้วย เนื่องจากมติ กพช. กำหนดให้กลุ่มไม่เกิน 200 หน่วยมีอัตราไม่เกิน 3 บาท ดังนั้นผู้ใช้ไฟตั้งแต่ 201 หน่วยขึ้นไปจึงสามารถถูกนำมาพิจารณาในโครงสร้างอัตราใหม่ได้ ในกรณีนี้ ช่วง 201-400 หน่วย ช่วง 401-500 หน่วย และช่วง 501 หน่วยขึ้นไป จะถูกปรับเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกันประมาณ 54 สตางค์ต่อหน่วย

กรณีที่สี่ เป็นแนวทางที่ทำให้โครงสร้างมีความก้าวหน้ามากขึ้นกว่ากรณีที่สาม โดยยังให้กลุ่ม 201-400 หน่วยเข้ามามีส่วนร่วมรับภาระ แต่รับภาระเพิ่มน้อยกว่ากลุ่ม 401-500 หน่วย และ 501 หน่วยขึ้นไป กล่าวคือ กลุ่มใช้ไฟปานกลางจะถูกกระทบน้อยกว่า ขณะที่กลุ่มใช้ไฟสูงจะรับภาระมากกว่า เพื่อให้โครงสร้างราคาเรียงตัวตามระดับการใช้ไฟฟ้าอย่างชัดเจนมากขึ้น

ดร.พูลพัฒน์อธิบายผ่านกราฟเปรียบเทียบว่า เส้นอัตราค่าไฟเดิมเป็นเส้นฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ส่วนกรณีที่หนึ่งและสองจะมีเส้นใกล้เคียงกัน เพราะภาระส่วนเพิ่มอยู่ที่สองช่วงปลายเป็นหลัก เพียงแต่จุดตัดของค่าไฟรวมจะต่างกัน ขณะที่กรณีที่สามและสี่จะเริ่มเพิ่มภาระตั้งแต่ช่วง 201-400 หน่วย ทำให้ในช่วงต้นของการใช้ไฟหลัง 200 หน่วย ค่าไฟอาจเริ่มขยับขึ้นเร็วกว่า แต่ในช่วงท้ายจะเพิ่มช้ากว่ากรณีที่หนึ่งและสอง

สำหรับผู้ใช้ไฟประเภท 1.1 หรือบ้านขนาดเล็ก จุดตัดของค่าไฟเดิมและค่าไฟใหม่ในกรณีที่หนึ่งและสองอยู่บริเวณประมาณ 536 หน่วยและ 540 หน่วย หมายความว่า หากใช้ไฟไม่เกินระดับดังกล่าว ค่าไฟตามโครงสร้างใหม่จะยังไม่สูงกว่าค่าไฟเดิม ส่วนกรณีที่สามและสี่มีลักษณะต่างออกไป เพราะเริ่มกระจายภาระมายังกลุ่ม 201-400 หน่วย

สำหรับผู้ใช้ไฟประเภท 1.2 หรือบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วย จุดตัดของแต่ละกรณีแตกต่างกัน โดยกรณีสีแดงอยู่ที่ประมาณ 500 หน่วย กรณีสีส้มอยู่ที่ประมาณ 496 หน่วย กรณีสีม่วงอยู่ที่ประมาณ 381 หน่วย และกรณีสีเขียวอยู่ที่ประมาณ 400 หน่วย จุดตัดเหล่านี้ใช้ชี้ให้เห็นว่า หากครัวเรือนยังใช้ไฟไม่เกินระดับหน่วยดังกล่าว ค่าใช้จ่ายอาจไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับโครงสร้างเดิม แต่หากใช้ไฟเกินระดับจุดตัด ค่าไฟจะเริ่มสูงขึ้นตามโครงสร้างใหม่

ดร.พูลพัฒน์ย้ำว่า การพิจารณาทั้ง 4 กรณีจึงต้องมองทั้งมิติของความเหมาะสม ผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ไฟในชีวิตประจำวัน และระดับความเป็นธรรมในการกระจายภาระ เพราะแต่ละครัวเรือนมีรูปแบบการใช้ไฟแตกต่างกัน โครงสร้างที่เลือกใช้จึงจะส่งผลไม่เท่ากันต่อผู้ใช้ไฟแต่ละกลุ่ม

วิธีคิดค่าไฟแบบขั้นบันได ตัวอย่าง 390 หน่วยและ 500 หน่วยสะท้อนผลกระทบแต่ละกรณี

ดร.พูลพัฒน์ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจวิธีคิดค่าไฟอย่างถูกต้อง เพราะประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจผิดว่า เมื่อใช้ไฟถึงช่วงที่มีอัตราสูง เช่น 4 บาทหรือ 5 บาทต่อหน่วย จะถูกคิดอัตรานั้นกับไฟฟ้าทั้งหมดในบิล แต่ในความเป็นจริง ค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้าคิดในลักษณะขั้นบันได หน่วยไฟในแต่ละช่วงจะถูกคิดตามอัตราของช่วงนั้นเท่านั้น

ดร.พูลพัฒน์เปรียบเทียบการคิดค่าไฟเหมือนการเดินขึ้นบันได โดยแต่ละขั้นมีอัตราไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ไฟ 390 หน่วย ภายใต้อัตราปัจจุบันของประเภท 1.2 จะเริ่มจาก 150 หน่วยแรกคิดที่อัตราประมาณ 3.24 บาทต่อหน่วย ได้ค่าไฟประมาณ 487 บาท จากนั้นหน่วยที่เหลืออีก 240 หน่วยเพื่อให้ครบ 390 หน่วย จะคิดที่อัตราประมาณ 4.22 บาทต่อหน่วย รวมเป็นค่าไฟฐานประมาณ 1,500 บาทเศษ

หลังจากนั้น บิลค่าไฟจะรวมค่าบริการรายเดือนประมาณ 24 บาท ค่า Ft ที่ประกาศอยู่ที่ประมาณ 16 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อคูณกับการใช้ไฟ 390 หน่วยจะได้ประมาณ 63 บาท และต้องนำไปคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีกประมาณ 111 บาท ทำให้ค่าไฟที่เรียกเก็บในปัจจุบันของบ้านที่ใช้ไฟ 390 หน่วยอยู่ที่ประมาณ 1,699.60 บาท

เมื่อนำโครงสร้างใหม่ทั้ง 4 กรณีมาคำนวณกับบ้านที่ใช้ไฟ 390 หน่วย จะเห็นผลแตกต่างกันอย่างชัดเจน กรณีที่หนึ่งและสองทำให้ค่าไฟลดลงเหลือประมาณ 1,594.36 บาท เนื่องจากครัวเรือนได้รับประโยชน์จากการลดอัตราในช่วงหน่วยแรก และยังไม่ได้รับภาระเพิ่มในช่วงปลายมากนัก ส่วนกรณีที่สาม ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,704 บาท เพราะกลุ่ม 201-400 หน่วยเข้ามามีส่วนร่วมรับภาระในโครงสร้างใหม่ ขณะที่กรณีที่สี่มีผลลดลงเหลือประมาณ 1,694 บาท เนื่องจากการเฉลี่ยภาระในช่วง 201-400 หน่วยต่ำกว่ากรณีที่สาม

สำหรับตัวอย่างบ้านที่ใช้ไฟ 500 หน่วย การคิดค่าไฟปัจจุบันจะเริ่มจาก 150 หน่วยแรกที่อัตราประมาณ 3.24 บาทต่อหน่วย จากนั้น 250 หน่วยถัดไปคิดที่อัตราประมาณ 4.22 บาทต่อหน่วย และอีก 100 หน่วยเพื่อให้ครบ 500 หน่วยคิดที่อัตราประมาณ 4.42 บาทต่อหน่วย รวมเป็นค่าไฟฐานประมาณ 1,984 บาท เมื่อรวมค่า Ft ประมาณ 81 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 146 บาทแล้ว ค่าไฟรวมปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,237 บาท

เมื่อใช้โครงสร้างใหม่กับบ้านที่ใช้ไฟ 500 หน่วย จะเห็นว่าแม้ผู้ใช้ไฟระดับนี้ยังได้รับประโยชน์จากการลดอัตราในหน่วยแรกเช่นเดียวกับทุกครัวเรือน แต่ในช่วงท้ายที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยจะเริ่มมีภาระเพิ่มขึ้นตามแนวคิดอัตราก้าวหน้า กรณีที่หนึ่งทำให้ค่าไฟเพิ่มจากประมาณ 2,237 บาท เป็นประมาณ 2,241 บาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ส่วนกรณีที่สองยังใกล้เคียงระดับเดิม เนื่องจากจุดตัดของกรณีนี้อยู่ใกล้ 500 หน่วย ขณะที่กรณีที่สามทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบ 100 บาท และกรณีที่สี่เพิ่มขึ้นประมาณ 60 บาท

ตัวอย่างทั้ง 390 หน่วยและ 500 หน่วยสะท้อนว่า ผลกระทบจากโครงสร้างใหม่ขึ้นอยู่กับระดับการใช้ไฟและรูปแบบการกระจายภาระของแต่ละกรณี ผู้ใช้ไฟที่อยู่ในช่วงหน่วยต่ำจะได้รับอานิสงส์จากอัตราที่ลดลง ขณะที่ผู้ใช้ไฟในช่วงปานกลางหรือสูงจะได้รับผลแตกต่างกันตามแนวทางที่เลือก โดยเฉพาะกรณีที่เริ่มกระจายภาระตั้งแต่ 201-400 หน่วย จะมีผลต่อครัวเรือนที่ใช้ไฟระดับกลางมากกว่ากรณีที่ให้กลุ่ม 401 หน่วยขึ้นไปรับภาระเป็นหลัก

สำนักงาน กกพ. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th โดยต้องการรับฟังทั้งความเห็นต่อหลักการ สมมติฐานการคำนวณ รายละเอียดของทั้ง 4 กรณี และข้อเสนอแนะอื่น ๆ เพื่อให้การพิจารณาโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้ามีความรอบคอบมากที่สุด ก่อนนำผลความคิดเห็นกลับเข้าสู่การพิจารณาของ กกพ. อีกครั้งหนึ่ง โดยเป้าหมายสำคัญคือการออกแบบอัตราค่าไฟที่ช่วยลดภาระผู้ใช้ไฟน้อย สะท้อนต้นทุนระบบไฟฟ้า และส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันรับผิดชอบต่อการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมในระยะต่อไป


แชร์
กกพ. เปิด 4 สูตรคิดค่าไฟ ใช้เกิน 400 หน่วยคิดเฉลี่ย 5 บาท/หน่วย