
ฮอนด้า มอเตอร์ เตรียมเริ่มผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น UC3 ในเวียดนามอย่างเร็วที่สุดในเดือนกันยายน โดยจะย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังโรงงานในจังหวัดฟู้เถาะ ทางตอนเหนือของเวียดนาม
แม้ปริมาณการผลิตในระยะแรกคาดว่าจะยังมีจำกัด แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ของฮอนด้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดรถสองล้อขนาดใหญ่ของภูมิภาค
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงฮานอยเริ่มบังคับใช้เขตมลพิษต่ำในพื้นที่ใจกลางเมือง โดยจำกัดการใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินในช่วงสุดสัปดาห์ แม้มาตรการจะถูกผ่อนปรนจากข้อเสนอเดิมหลังภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เรียกร้องให้ทบทวน และคาดว่าจะยังไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนมากนักในระยะนี้ แต่ฮอนด้ายังเชื่อว่าประชาชนยังมีแนวโน้มที่จะใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในเขตเมืองเพิ่มขึ้นต่อไป
ซายากะ อาราอิ ผู้อำนวยการใหญ่ของฮอนด้า เวียดนาม ระบุว่า ผู้บริโภคกำลังหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าที่บริษัทคาด ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายพบว่าชาวเวียดนามสนใจใช้รถสองล้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังต้องรับมือกับการแข่งขันจาก VinFast ผู้ผลิตท้องถิ่นและแบรนด์จีน รวมถึงข้อจำกัดด้านราคาและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดึงฐานลูกค้ารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินเข้าสู่ตลาดรถไฟฟ้าในวงกว้าง
ฮอนด้าจะเริ่มผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น UC3 ที่โรงงานในจังหวัดฟู้เถาะ โดยย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยมายังเวียดนาม และอาจเริ่มเดินสายการผลิตได้เร็วที่สุดในเดือนกันยายน
แม้ปริมาณในระยะแรกจะยังไม่มากนัก แต่การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนว่าเวียดนามกำลังมีบทบาทมากขึ้นในยุทธศาสตร์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัท
ฮอนด้าพัฒนา UC3 ขึ้นเพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคในวงกว้าง ต่างจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นที่ฮอนด้าเคยทำตลาดในญี่ปุ่น เช่น Benly e ซึ่งเน้นการใช้งานด้านขนส่งและจัดส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ การผลิต UC3 ในเวียดนามจึงมุ่งรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในตลาดที่รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของประชาชนจำนวนมาก
ปัจจุบัน ฮอนด้ามีฐานลูกค้ารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินและเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายขนาดใหญ่ในเวียดนามอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าทำให้บริษัทต้องปรับทั้งสายการผลิต ช่องทางจำหน่าย และบริการหลังการขายให้รองรับเทคโนโลยีใหม่
ดังนั้น การย้ายฐานการผลิต UC3 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่ผลิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งฮอนด้าในตลาดรถสองล้อไฟฟ้าของเวียดนาม ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากทั้งผู้ผลิตท้องถิ่นและต่างชาติ
ภายในเดือนนี้ กรุงฮานอยเริ่มบังคับใช้เขตมลพิษต่ำในพื้นที่ใจกลางเมือง โดยจำกัดการใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินในช่วงสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกผ่อนปรนจากข้อเสนอเดิม หลังภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เรียกร้องให้ทบทวนผลกระทบ
การลดระดับความเข้มงวดทำให้ผลกระทบต่อการเดินทางในชีวิตประจำวันยังมีจำกัด เนื่องจากชาวเวียดนามจำนวนมากยังพึ่งพารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินเป็นพาหนะหลัก
อย่างไรก็ดี ฮอนด้ามองว่าการผ่อนปรนมาตรการในระยะสั้นไม่ได้เปลี่ยนทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
อาราอิระบุว่า ผู้บริโภคกำลังหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายพบว่าจำนวนผู้สนใจรถสองล้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคพิจารณาสกู๊ตเตอร์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำและต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง
หนึ่งในโจทย์สำคัญของฮอนด้าคือการตั้งราคาให้แข่งขันได้ในตลาดมวลชน อาราอิระบุว่า รถสองล้อไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในเวียดนามส่วนใหญ่มีราคาไม่เกิน 30 ล้านดอง หรือราว 38,386 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่บริษัทต้องการเข้าถึง
ฮอนด้าจึงคาดหวังกับรถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคา ขณะที่ VinFast คู่แข่งรายสำคัญยังเติบโตต่อเนื่อง โดยจำหน่ายรถสองล้อไฟฟ้าในเวียดนามได้มากกว่า 400,000 คันในปีที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ปี 2566 ยอดขายรถสองล้อของผู้ผลิตรายใหญ่ในเวียดนาม ซึ่งรวมรถรุ่นไฟฟ้า ทรงตัวอยู่ที่ราว 2.5-2.65 ล้านคันต่อปี ลดลงประมาณ 20% จากระดับสูงสุด แม้ตลาดโดยรวมชะลอตัว แต่ความต้องการรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินยังแข็งแกร่ง สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าอาจไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะที่ผู้บริโภคเลิกใช้รถเดิมทันที
อาราอิมองว่า ผู้บริโภคบางส่วนอาจยังเก็บรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินไว้ และซื้อรถไฟฟ้าเพิ่มเมื่อราคาจับต้องได้ ส่งผลให้จำนวนรถที่แต่ละครัวเรือนถือครองเพิ่มขึ้น แทนที่จะเป็นการซื้อรถไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถเดิมโดยตรง
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้การประเมินทิศทางตลาดซับซ้อนขึ้น เพราะยอดขายรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนทั้งความต้องการใหม่ และความต้องการในอนาคตที่ถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้น อาราอิยอมรับว่า บริษัทยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าปัจจัยนี้จะส่งผลต่อตลาดรถสองล้อในระยะต่อไปอย่างไร
นอกจากราคาแล้ว ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์รุ่น UC3 ปัจจุบัน ตัวแทนจำหน่ายของฮอนด้าในกรุงฮานอยและพื้นที่อื่น ๆ จึงเร่งติดตั้งสถานีชาร์จ เพื่อรองรับการเริ่มจำหน่ายรถรุ่นดังกล่าว
UC3 เป็นรถสองล้อเพียงรุ่นเดียวที่ใช้มาตรฐานการชาร์จ CHAdeMO ทำให้ฮอนด้าต้องขยายเครือข่ายจุดชาร์จที่รองรับมาตรฐานนี้ควบคู่ไปกับการทำตลาด เพราะแม้ตัวรถจะมีราคาที่เข้าถึงได้ แต่หากจุดชาร์จไม่เพียงพอ ความไม่สะดวกในการใช้งานอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
อาราอิระบุว่า ฮอนด้าต้องการติดตั้งสถานีชาร์จในสถานที่ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ เช่น ศูนย์การค้า ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะภายในเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้รถในเขตเมืองเข้าถึงจุดชาร์จได้สะดวกยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขยายโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต หากบริษัทอื่นเลือกใช้มาตรฐานการชาร์จเดียวกัน จะช่วยให้รถต่างยี่ห้อสามารถใช้งานจุดชาร์จร่วมกันได้ ลดความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายแยก และทำให้โครงสร้างพื้นฐานรองรับตลาดรถสองล้อไฟฟ้าได้ครอบคลุมมากขึ้น
ดังนั้น การเริ่มผลิต UC3 ในเวียดนามจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ที่ฮอนด้าต้องเดินหน้าหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการตั้งราคาให้แข่งขันได้ การรักษาความเชื่อมั่นของฐานลูกค้าเดิม และการสร้างเครือข่ายชาร์จให้เพียงพอ ท่ามกลางตลาดที่ความต้องการรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินยังแข็งแกร่ง ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่รถสองล้อไฟฟ้าเริ่มชัดเจนขึ้น
อ้างอิง: Nikkei Asia, Biggo Finance