
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 โดยเสนออัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4 ทางเลือก ตั้งแต่ 3.95-4.73 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ละทางเลือกสะท้อนแนวทางบริหารต้นทุนที่แตกต่างกัน ทั้งต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้างที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำรองจ่ายแทนประชาชน หรือ AF รวมถึงการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ Claw back มาใช้ช่วยลดภาระค่าไฟ โดย กกพ. ระบุว่าจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน การรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. และโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับค่าเอฟทีทั้ง 4 ทางเลือก เพื่อให้ประชาชน ผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้มีส่วนได้เสียเสนอความเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราอย่างเป็นทางการ
สำหรับการคำนวณค่าเอฟทีรอบนี้ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาล แต่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าโดยรวมยังปรับตัวสูงขึ้น
ดร.พูลพัฒน์ระบุว่า กกพ. ต้องพิจารณาทั้งการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและการลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จึงนำมาตรการบริหารต้นทุนหลายรูปแบบมาประกอบการตัดสินใจ เช่น การทยอยชำระภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. และการนำเงิน Claw back มาใช้ลดค่าไฟ เพื่อให้อัตราที่กำหนดมีความเหมาะสม โปร่งใส และไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าหรือฐานะการเงินของหน่วยงานพลังงานในระยะยาว
ที่ผ่านมา กฟผ. เคยรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน ทำให้เกิดภาระต้นทุนคงค้างจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้ทยอยบริหารและชำระคืนภาระดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลืออยู่ 31,268 ล้านบาท
การพิจารณาค่าเอฟทีครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. เสนออัตราค่าบริการต่อ กกพ. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ทางเลือกทั้ง 4 กรณีจึงสะท้อนระดับการบริหารต้นทุนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การคำนวณตามสูตรค่าเอฟที การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง การปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ไปจนถึงการนำเงิน Claw back มาช่วยลดภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีรายละเอียดดังนี้
กรณีนี้กำหนดค่าเอฟทีขายปลีกที่ 94.82 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 หรือ FAC จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย และเงินชดเชยภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. หรือ AF อีก 48.55 สตางค์ต่อหน่วย
การเรียกเก็บในอัตรานี้จะทำให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบทั้ง 31,268 ล้านบาทภายในเดือนธันวาคม 2569 หลังจากเคยสำรองจ่ายต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน โดย กฟผ. จะนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้และฟื้นฟูสภาพคล่องทางการเงิน
เมื่อรวมค่าเอฟทีกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.73 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม สูงกว่างวดปัจจุบันที่ 3.95 บาทต่อหน่วยประมาณ 20%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติคงค้าง หรือ AFGas สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อีก 2,580 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4.01 สตางค์ต่อหน่วย
กรณีนี้เป็นข้อเสนอของ กฟผ. โดยกำหนดค่าเอฟทีขายปลีกที่ 46.27 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อเรียกเก็บเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569
ส่วนภาระต้นทุนคงค้างเดิมจำนวน 31,268 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 48.55 สตางค์ต่อหน่วย กฟผ. จะยังคงรับภาระไว้แทนประชาชน และยังไม่ได้รับการชำระคืนในงวดนี้
เมื่อรวมค่าเอฟทีกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.25 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นประมาณ 8% จากอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
สมมุติฐาน | หน่วย | พ.ค. - ส.ค. 58 (ค่าไฟฟ้าฐาน) [1] | พ.ค. - ส.ค. 69 (ประมาณการ) [2] | ก.ย. - ธ.ค. 69 (ประมาณการ) [3] | เปลี่ยนแปลง [3]-[2] |
- ราคา Pool Gas | บาท/ล้านบีทียู | 264 | 347 | 375 | +28 (+8.07%) |
อ้างอิงน้ำมันดิบดูไบ | USD/บาเรล |
| 85.0 USD/บาเรล | 103.1 USD/บาเรล | +18.1 USD/บาเรล |
- ราคาน้ำมันเตา | บาท/ลิตร | 15.20 | 28.45 | 29.93 | +1.48 (+5.20%) |
- ราคาน้ำมันดีเซล | บาท/ลิตร | 25.86 | 30.54 | 29.33 | -1.21 (-3.96%) |
- ราคาลิกไนต์ (กฟผ.) | บาท/ตัน | 569.70 | 820.00 | 820.00 | 0 (0%) |
- ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ย (IPPs) | บาท/ตัน | 2,826 | 3,107 | 3,429 | +322.99 (+10.40%) |
สัดส่วนก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas - อ่าวไทย - เมียนมา - LNG | พันล้านบีทียู/วัน | 3,682 2,514 854 | 3,749 1,531 413 1,805 | 3,477 1,521 405 1,551 | -272 (-7.26%) -10 (-0.65%) -8 (-1.94%) -254 (-14.07%) |
วิธีการคิด Pool Gas | Gulf Gas /Pool Gas | Two Pools | โครงสร้างราคา | โครงสร้างราคา | - |
การใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้า | ล้านลิตร/เดือน | ไม่อยู่ในแผน | ตามความจำเป็น | ตามความจำเป็น | - |
ราคา Spot LNG | USD/ล้านบีทียู | - | 18.80 | 18.60 | -0.20 (-1.1%) |
อัตราแลกเปลี่ยน | บาท/USD | 33.05 | 31.27 | 32.51 | +1.24 (+4.0%) |
หมายเหตุ: * ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 // ** ดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
กรณีนี้ปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดย ปตท. และ กฟผ. ร่วมกันปรับสมมติฐานราคา Spot LNG ลงมาอยู่ที่ 17.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
การปรับสมมติฐานครั้งนี้ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยในช่วง 4 เดือน ลดลงเหลือ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู ต่ำกว่าประมาณการเดิม 11.4 บาทต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ลดลงเหลือ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย หรือต่ำกว่ากรณีที่ 2 จำนวน 5 สตางค์ต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างเดิมจำนวน 31,268 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 48.55 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชน โดยยังไม่มีการเรียกเก็บคืนผ่านค่าไฟในงวดนี้
เมื่อรวมค่าเอฟทีกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.20 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
กรณีนี้ใช้สมมติฐานราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงเช่นเดียวกับกรณีที่ 3 ทำให้ต้นทุนค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อยู่ที่ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย
แต่ กกพ. เสนอให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ หรือ Claw back จำนวนประมาณ 16,127.17 ล้านบาท คิดเป็น 25.04 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
หลังหักเงิน Claw back แล้ว ค่าเอฟทีขายปลีกจะลดลงเหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างจำนวน 31,268 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 48.55 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชนต่อไป
เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่ากับอัตราในงวดปัจจุบัน
ดร.พูลพัฒน์กล่าวว่า กกพ. จะติดตามสถานการณ์พลังงานทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้อัตราค่าไฟสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกันต้องลดผลกระทบต่อประชาชนและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงาน
ความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียจะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ก่อนที่ กกพ. จะประกาศค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อย่างเป็นทางการ
กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 13-20 กรกฎาคม 2569 ก่อนรวบรวมข้อเสนอแนะและพิจารณากำหนดอัตราค่าไฟขั้นสุดท้าย