Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กกพ. กาง 4 ฉากทัศน์ค่าไฟ สูงสุด 4.73 บาท/หน่วย ฟังความเห็นถึง 20 ก.ค.
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

กกพ. กาง 4 ฉากทัศน์ค่าไฟ สูงสุด 4.73 บาท/หน่วย ฟังความเห็นถึง 20 ก.ค.

13 ก.ค. 69
11:38 น.
แชร์

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 โดยเสนออัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4 ทางเลือก ตั้งแต่ 3.95-4.73 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

แต่ละทางเลือกสะท้อนแนวทางบริหารต้นทุนที่แตกต่างกัน ทั้งต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้างที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำรองจ่ายแทนประชาชน หรือ AF รวมถึงการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ Claw back มาใช้ช่วยลดภาระค่าไฟ โดย กกพ. ระบุว่าจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน การรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. และโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับค่าเอฟทีทั้ง 4 ทางเลือก เพื่อให้ประชาชน ผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้มีส่วนได้เสียเสนอความเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราอย่างเป็นทางการ

สำหรับการคำนวณค่าเอฟทีรอบนี้ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาล แต่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าโดยรวมยังปรับตัวสูงขึ้น

ดร.พูลพัฒน์ระบุว่า กกพ. ต้องพิจารณาทั้งการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและการลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จึงนำมาตรการบริหารต้นทุนหลายรูปแบบมาประกอบการตัดสินใจ เช่น การทยอยชำระภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. และการนำเงิน Claw back มาใช้ลดค่าไฟ เพื่อให้อัตราที่กำหนดมีความเหมาะสม โปร่งใส และไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าหรือฐานะการเงินของหน่วยงานพลังงานในระยะยาว

ที่ผ่านมา กฟผ. เคยรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน ทำให้เกิดภาระต้นทุนคงค้างจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้ทยอยบริหารและชำระคืนภาระดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลืออยู่ 31,268 ล้านบาท

การพิจารณาค่าเอฟทีครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. เสนออัตราค่าบริการต่อ กกพ. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ทางเลือกทั้ง 4 กรณีจึงสะท้อนระดับการบริหารต้นทุนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การคำนวณตามสูตรค่าเอฟที การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง การปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ไปจนถึงการนำเงิน Claw back มาช่วยลดภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

กรณีที่ 1: ขึ้นค่าไฟเป็น 4.73 บาทต่อหน่วย เพื่อคืนภาระต้นทุนค้างทั้งหมดให้ กฟผ.

กรณีนี้กำหนดค่าเอฟทีขายปลีกที่ 94.82 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 หรือ FAC จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย และเงินชดเชยภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. หรือ AF อีก 48.55 สตางค์ต่อหน่วย

การเรียกเก็บในอัตรานี้จะทำให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบทั้ง 31,268 ล้านบาทภายในเดือนธันวาคม 2569 หลังจากเคยสำรองจ่ายต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน โดย กฟผ. จะนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้และฟื้นฟูสภาพคล่องทางการเงิน

เมื่อรวมค่าเอฟทีกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.73 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม สูงกว่างวดปัจจุบันที่ 3.95 บาทต่อหน่วยประมาณ 20%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติคงค้าง หรือ AFGas สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อีก 2,580 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4.01 สตางค์ต่อหน่วย

กรณีที่ 2: ขึ้นค่าไฟเป็น 4.25 บาทต่อหน่วย โดย กฟผ. ยังแบกรับหนี้คงค้างต่อ

กรณีนี้เป็นข้อเสนอของ กฟผ. โดยกำหนดค่าเอฟทีขายปลีกที่ 46.27 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อเรียกเก็บเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569

ส่วนภาระต้นทุนคงค้างเดิมจำนวน 31,268 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 48.55 สตางค์ต่อหน่วย กฟผ. จะยังคงรับภาระไว้แทนประชาชน และยังไม่ได้รับการชำระคืนในงวดนี้

เมื่อรวมค่าเอฟทีกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.25 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นประมาณ 8% จากอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน

รายละเอียดการเปรียบเทียบสมมติฐานที่ใช้คำนวณค่าเอฟทีตามกรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 กับงวดก่อนหน้า

          สมมุติฐาน

หน่วย

พ.ค. - ส.ค. 58

(ค่าไฟฟ้าฐาน)

[1]

พ.ค. - ส.ค. 69

(ประมาณการ)

[2]

ก.ย. - ธ.ค. 69

(ประมาณการ)

[3]

เปลี่ยนแปลง

[3]-[2]

- ราคา Pool Gas

บาท/ล้านบีทียู

264

347

375

+28 (+8.07%)

  อ้างอิงน้ำมันดิบดูไบ

USD/บาเรล

 

85.0 USD/บาเรล

103.1 USD/บาเรล

+18.1 USD/บาเรล

- ราคาน้ำมันเตา

บาท/ลิตร

15.20

28.45

29.93

+1.48 (+5.20%)

- ราคาน้ำมันดีเซล

บาท/ลิตร

25.86

30.54

29.33

-1.21 (-3.96%)

- ราคาลิกไนต์ (กฟผ.)

บาท/ตัน

569.70

820.00

820.00

0 (0%)

- ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ย (IPPs)

บาท/ตัน

2,826

3,107

3,429

+322.99 (+10.40%)

สัดส่วนก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas

- อ่าวไทย

- เมียนมา

- LNG

พันล้านบีทียู/วัน

3,682

2,514

854
314

3,749

1,531

413

1,805

3,477

1,521

405

1,551

-272 (-7.26%)

-10 (-0.65%)

-8 (-1.94%)

-254 (-14.07%)

วิธีการคิด Pool Gas
ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า

Gulf Gas /Pool Gas

Two Pools

โครงสร้างราคา
ก๊าซธรรมชาติใหม่**

โครงสร้างราคา
ก๊าซธรรมชาติใหม่**

-

การใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้า

ล้านลิตร/เดือน

ไม่อยู่ในแผน

ตามความจำเป็น

ตามความจำเป็น

-

ราคา Spot LNG

USD/ล้านบีทียู

-

18.80

18.60

-0.20 (-1.1%)

อัตราแลกเปลี่ยน

บาท/USD

33.05

31.27

32.51

+1.24 (+4.0%)

หมายเหตุ: * ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 // ** ดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568

กรณีที่ 3: ปรับสมมติฐานราคาก๊าซ ลดค่าไฟเหลือ 4.20 บาทต่อหน่วย

กรณีนี้ปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดย ปตท. และ กฟผ. ร่วมกันปรับสมมติฐานราคา Spot LNG ลงมาอยู่ที่ 17.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

การปรับสมมติฐานครั้งนี้ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยในช่วง 4 เดือน ลดลงเหลือ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู ต่ำกว่าประมาณการเดิม 11.4 บาทต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ลดลงเหลือ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย หรือต่ำกว่ากรณีที่ 2 จำนวน 5 สตางค์ต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างเดิมจำนวน 31,268 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 48.55 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชน โดยยังไม่มีการเรียกเก็บคืนผ่านค่าไฟในงวดนี้

เมื่อรวมค่าเอฟทีกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.20 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 4: ใช้เงิน Claw back ตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

กรณีนี้ใช้สมมติฐานราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงเช่นเดียวกับกรณีที่ 3 ทำให้ต้นทุนค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อยู่ที่ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย

แต่ กกพ. เสนอให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ หรือ Claw back จำนวนประมาณ 16,127.17 ล้านบาท คิดเป็น 25.04 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

หลังหักเงิน Claw back แล้ว ค่าเอฟทีขายปลีกจะลดลงเหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างจำนวน 31,268 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 48.55 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชนต่อไป

เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่ากับอัตราในงวดปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์กล่าวว่า กกพ. จะติดตามสถานการณ์พลังงานทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้อัตราค่าไฟสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกันต้องลดผลกระทบต่อประชาชนและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงาน

ความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียจะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ก่อนที่ กกพ. จะประกาศค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อย่างเป็นทางการ

กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 13-20 กรกฎาคม 2569 ก่อนรวบรวมข้อเสนอแนะและพิจารณากำหนดอัตราค่าไฟขั้นสุดท้าย

แชร์
กกพ. กาง 4 ฉากทัศน์ค่าไฟ สูงสุด 4.73 บาท/หน่วย ฟังความเห็นถึง 20 ก.ค.