
SCB EIC วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่า ภาคครัวเรือนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งรายได้ที่ลดลง การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่สูงขึ้น รายจ่ายที่ต้องถูกปรับลด และภาระหนี้ที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อฐานะการเงินของครัวเรือน
ในปี 2568 รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยอยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลง 2.5% จากปี 2566 โดยมีแรงฉุดหลักจากรายได้จากการทำงานที่หดตัวถึง 4.8% สะท้อนว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขมหภาค แต่กำลังสะเทือนถึงกระเป๋าเงินของครัวเรือนโดยตรง
แม้หลายครัวเรือนพยายามเอาตัวรอดด้วยการลดรายจ่าย แต่การรัดเข็มขัดครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ฐานะการเงินของคนไทยดีขึ้น เพราะรายจ่ายจำเป็นจำนวนมากยังลดได้จำกัด โดยเฉพาะค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท/เดือน ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินรวมกันเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด
หากตัดรายได้จากเงินช่วยเหลือและรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินออก รายได้ของครัวเรือนกลุ่มนี้จะลดลงถึง 5.1% เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วนครัวเรือนที่มีหนี้สินกว่า 50.39% ยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ภาพนี้จึงสะท้อนว่า ปัญหาครัวเรือนไทยไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงินเหลือเก็บ” แต่คือหลายบ้านยังต้องพึ่งเงินช่วยเหลือ ลดรายจ่าย และแบกหนี้ เพื่อให้ผ่านไปได้ในแต่ละเดือน
รายงานของ SCB EIC ระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลง 2.5% จากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการทำงานที่หดตัวถึง 4.8% สะท้อนความเปราะบางของตลาดแรงงานภายใต้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน รายได้จากเงินช่วยเหลือกลับเพิ่มขึ้น 19.4% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566 สวนทางกับรายได้หมวดอื่นที่ปรับลดลง เงินช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมทั้งเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุและผู้พิการ เงินช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ รวมถึงเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกครัวเรือน ภาพนี้สะท้อนว่าครัวเรือนไทยต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอกมากขึ้น เพื่อช่วยประคองระดับการใช้จ่ายในช่วงที่รายได้จากการทำงานลดลง
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่ารายได้ครัวเรือนในปี 2568 ปรับลดลงเกือบทุกกลุ่มเมื่อเทียบกับปี 2566 แต่ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนกลับมีรายได้เพิ่มขึ้น 3.4% และเป็นกลุ่มที่รายได้ขยายตัวสูงที่สุด อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้มาจากรายได้จากการทำงานเป็นหลัก แต่มาจากเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้จากเงินช่วยเหลือคิดเป็นสัดส่วน 31.9% ของรายได้ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 26.2% ในปี 2566
นอกจากนั้น ครัวเรือนรายได้น้อยยังมีรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าหรือบริการที่ได้รับมาโดยไม่ได้ซื้อเอง รวมถึงค่าประเมินค่าเช่าบ้านที่ไม่เสียเงิน คิดเป็นสัดส่วน 27.9% ของรายได้ทั้งหมด ทำให้เงินช่วยเหลือและรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 60% ของรายได้ครัวเรือนกลุ่มนี้ หากไม่รวมรายได้สองส่วนดังกล่าว รายได้ของครัวเรือนรายได้น้อยจะลดลงถึง 5.1% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566
ในอีกด้านหนึ่ง ครัวเรือนรายได้สูงเกิน 100,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่มีรายได้ลดลงมากที่สุด โดยลดลง 7.6% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยเฉพาะรายได้จากการทำงานและรายได้จากแหล่งอื่น เช่น รายได้จากการลงทุน รายได้จากบำเหน็จบำนาญ และรายได้จากเงินชดเชยการออกจากงาน
สถิติเหล่านี้สะท้อนว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเริ่มส่งผลมาถึงครัวเรือนรายได้สูงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ครัวเรือนกลุ่มนี้ยังมีความสามารถในการปรับตัวสูงกว่า เพราะมีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ทั้งจากการทำงาน การลงทุน และทรัพย์สิน ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด
รายงานยังระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี 2568 ปรับลดลง 5.4% เมื่อเทียบกับปี 2023 สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและชะลอการบริโภคมากขึ้น ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลงจากรายได้ที่หดตัว การลดรายจ่ายจึงเป็นกลไกสำคัญที่ครัวเรือนใช้เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
เมื่อแยกตามประเภทค่าใช้จ่าย พบว่าค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคลดลงมากที่สุดถึง 9.9% ครอบคลุมหลายหมวดสำคัญ เช่น ที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งกาย เชื้อเพลิง ค่าเดินทางและการสื่อสาร ค่ารักษาพยาบาล สิ่งบันเทิง และกิจกรรมต่าง ๆ ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าสมาชิกกลุ่มอาชีพ เงินหรือสิ่งของที่ส่งให้บุคคลนอกครัวเรือน เงินบริจาค ค่าเบี้ยประกัน สลากกินแบ่งรัฐบาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลดลง 3.7%
อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบยังขยายตัวเล็กน้อย 0.6% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566 สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องใช้จ่ายในหมวดพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีพ และมีข้อจำกัดในการปรับลดรายจ่ายดังกล่าว ภาพรวมจึงไม่ได้สะท้อนว่าภาระค่าครองชีพลดลง แต่สะท้อนว่าครัวเรือนเลือกตัดรายจ่ายที่พอปรับลดได้ก่อน เพื่อประคองฐานะการเงิน
เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้ ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนมีค่าใช้จ่ายลดลง 5.4% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยการลดลงมาจากค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคเป็นหลัก รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 92% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนกลุ่มนี้
ความเปราะบางของครัวเรือนรายได้น้อยจึงยังอยู่ในระดับสูง เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายจำเป็น หากเงินช่วยเหลือจากภาครัฐหรือบุคคลภายนอกลดลง อาจกระทบต่อความสามารถในการบริโภคและสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้สูงยังสามารถเพิ่มการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าจำเป็นได้ โดยเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นทดแทน ภาพนี้สะท้อนว่าการบริโภคภาคเอกชนของไทยยังถูกขับเคลื่อนโดยครัวเรือนรายได้สูงเป็นหลัก ขณะที่การฟื้นตัวของการบริโภคยังมีลักษณะ K-shape และไม่ได้กระจายไปสู่ครัวเรือนในฐานกว้างของประเทศ
มูลค่าหนี้ครัวเรือนจากผลสำรวจในปี 2025 ปรับลดลง 11.8% จากปี 2023 สะท้อนแนวโน้มการลดภาระหนี้ หรือ Deleveraging และความระมัดระวังในการก่อหนี้เพิ่มของภาคครัวเรือน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รายได้ครัวเรือนที่อ่อนแอลง การปรับลดรายจ่าย และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้ พบว่าหนี้สินครัวเรือนลดลงในเกือบทุกกลุ่มรายได้ ยกเว้นครัวเรือนที่มีหนี้สินและมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่หนี้สินเพิ่มขึ้น 1.9% โดยเฉพาะหนี้จากการเช่าซื้อบ้านและที่ดิน การศึกษา อุปโภคบริโภคอื่น ๆ และการทำธุรกิจ
การเพิ่มขึ้นของหนี้ในกลุ่มรายได้น้อยสะท้อนว่า ครัวเรือนกลุ่มนี้อาจมีความจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อชดเชยรายได้จากการทำงานที่ลดลง เนื่องจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อการดำรงชีพ แม้ภาพรวมของประเทศจะอยู่ในภาวะลดหนี้ แต่สำหรับครัวเรือนฐานล่าง หนี้ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ครัวเรือนไทยที่มีหนี้สินกว่า 50.39% ยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย แม้สัดส่วนค่าใช้จ่ายรวมค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนที่มีหนี้สินจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 แต่การลดลงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสะท้อนว่าความเปราะบางคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้สินและมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีสัดส่วนครัวเรือนที่รายได้ไม่พอรายจ่ายสูงกว่า 2 ใน 3 ขณะที่ครัวเรือนที่มีหนี้สินและมีรายได้ 15,000-45,000 บาทต่อเดือน ก็ยังมีสัดส่วนผู้ที่ประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่ง
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ SCB EIC นำมาวิเคราะห์ สะท้อนว่าภาคครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้นจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งรายได้จากการทำงานที่ฟื้นตัวช้า การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น และภาระหนี้ที่ยังจำกัดสภาพคล่อง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเผชิญปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
แม้ครัวเรือนไทยจะปรับลดรายจ่ายลงเพื่อรักษาสภาพคล่อง แต่การลดรายจ่ายดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมการรัดเข็มขัดมากกว่าการฟื้นตัวของฐานะการเงิน เนื่องจากครัวเรือนยังมีพื้นที่จำกัดในการลดรายจ่ายจำเป็น ขณะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง แรงกดดันนี้อาจทำให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและการก่อหนี้เพื่อดำรงชีพมากขึ้น
SCB EIC มองว่า การรับมือกับความท้าทายของภาคครัวเรือนไทยจำเป็นต้องอาศัยมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน ในระยะสั้น การบริโภคภาคเอกชนอาจได้รับแรงพยุงบางส่วนจากมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านการช่วยประคองกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน
อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวควรเน้นการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าไปยังครัวเรือนรายได้น้อยและรายได้ปานกลางที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ควบคู่กับมาตรการบรรเทาภาระหนี้อย่างเหมาะสม เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การลดภาระดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง และการรวมหนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ในระยะยาว SCB EIC ระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพในการหารายได้ของครัวเรือน ทั้งการเพิ่มทักษะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ การส่งเสริมโอกาสเข้าถึงรายได้จากหลายแหล่ง รวมถึงการเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อให้ครัวเรือนไทยรับมือกับความผันผวนของรายได้ ค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้น และลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือหรือการก่อหนี้เพื่อการบริโภคในระยะข้างหน้า