
หลังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการระดมทุน 86,200 ล้านดอลลาร์ ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และราคาหุ้นพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดเหนือ 200 ดอลลาร์ ในเวลาไม่กี่วันหลังเข้าตลาด ก่อนจะพลิกกลับเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างรวดเร็ว
ล่าสุด ราคาหุ้นร่วงลงมาอยู่ราว ๆ 110 ดอลลาร์ ลดลงราว 18-19% จากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ และหายไปประมาณ 38% จากจุดสูงสุด หลังนักลงทุนตอบสนองเชิงลบต่อผลประกอบการไตรมาสแรกในฐานะบริษัทจดทะเบียน แม้ว่ารายได้จะออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ก็ตาม
แต่แรงกดดันต่อหุ้น SpaceX ยังไม่หมด เพราะในวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคมนี้ ตลาดจะต้องรับมือกับการสิ้นสุด IPO lockup รอบแรก หรือช่วงสิ้นสุดข้อจำกัดการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมหลังบริษัทเข้าตลาด ซึ่งจะเปิดทางให้หุ้นมูลค่าราว 101,000 ล้านดอลลาร์ สามารถนำออกมาซื้อขายได้เป็นครั้งแรก ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้น
การเพิ่มขึ้นของอุปทานหุ้นครั้งใหญ่นี้กำลังถูกจับตาอย่างมากว่าจะกดดันให้ราคาหุ้นร่วงลงอีกหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์ยังคงมองบวกต่อศักยภาพระยะยาวของ SpaceX แต่ก็ยอมรับว่าในระยะสั้นราคาหุ้นอาจยังเผชิญความผันผวนจากทั้งแรงขายหลังพ้น lockup และความกังวลเรื่องการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
วันที่ 6 สิงหาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) เป็นวันสิ้นสุด IPO Lockup รอบแรกของหุ้น SpaceX จะมีหุ้นจำนวนสูงสุด 911.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าราว 101,000 ล้านดอลลาร์ สามารถนำออกมาซื้อขายได้เป็นครั้งแรก ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 639 ล้านหุ้น เป็นสูงสุด 1,550 ล้านหุ้น
อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกหุ้นของ SpaceX แตกต่างจาก IPO ทั่วไป เนื่องจาก SpaceX เลือกใช้โครงสร้างทยอยปลดล็อกเป็น 9 ระยะ แทนการปลดล็อกครั้งเดียวหลังครบ 180 วัน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดแรงขายพร้อมกันจำนวนมาก
การปลดล็อกครั้งแรกนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนการปลดล็อกรอบใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งจำนวนหุ้นที่ซื้อขายได้จะเพิ่มเป็น 5,330 ล้านหุ้น ตลาดจึงยังต้องติดตามผลกระทบจากอุปทานหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
การปลดล็อกหุ้นเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาหุ้น SpaceX กำลังเผชิญความผันผวนอย่างหนัก หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2026 เมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประกาศผลประกอบการครั้งแรกในฐานะบริษัทจดทะเบียน โดยหุ้นร่วง 13% หลังการประกาศงบ กลับลงมาต่ำกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์อีกรอบ แม้ก่อนหน้านั้นจะเพิ่งดีดตัวขึ้น 2 วันติดต่อกัน
ผลประกอบการไตรมาส 2 สะท้อนภาพที่นักลงทุนมองทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องจับตา บริษัทมีรายได้ 7,810 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 6,810 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนต่อหุ้น 9 เซนต์ ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นคือ รายจ่ายลงทุน (capital expenditure) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 18,400 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ครึ่งปีแรกแตะ 28,500 ล้านดอลลาร์ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ากว่า 4 เท่า และเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการลงทุนด้าน AI
ขณะที่การลงทุนด้าน AI เป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับตลาด ฝ่ายบริหาร SpaceX ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดยเบรต จอห์นเซน (Bret Johnsen) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) กล่าวว่า บริษัทใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการลงทุนด้าน AI สามารถสร้างผลตอบแทนได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี
นอกจากนี้ จอห์นเซนยังเปิดเผยว่า รายจ่ายลงทุนในอีก 2 ไตรมาสข้างหน้ามีแนวโน้มอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสปัจจุบัน สะท้อนว่าบริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผน แม้จะเป็นประเด็นที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด
ด้านอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ SpaceX ย้ำเป้าหมายการเติบโตของบริษัทว่า SpaceX จะมีรายได้ในอัตรา 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารยังนำเสนอแผนธุรกิจระยะยาว ทั้งการขยายบริการ Starlink การแข่งขันกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในสหรัฐฯ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่บริษัทคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
แม้ผู้บริหารจะยืนยันว่าแผนลงทุนครั้งใหญ่จะสร้างการเติบโตในระยะยาว แต่นักลงทุนยังคงกังวลว่าการใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนได้เร็วเพียงใด ส่งผลให้ราคาหุ้นตอบสนองในเชิงลบหลังประกาศผลประกอบการ โดยนักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะรอดูผลลัพธ์มากกว่าการเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้
เดวิด วากเนอร์ (David Wagner) ผู้จัดการพอร์ตของ Aptus Capital Advisors กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนมาก รวมถึงตัวเขาเอง ยังไม่ต้องการเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้ เพราะทั้งปัจจัยพื้นฐานและแรงกดดันจากการทยอยปลดล็อกหุ้นจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดไปจนถึงเดือนธันวาคม
ด้านสตีฟ เวสต์ลีย์ (Steve Westly) ผู้ก่อตั้ง The Westly Group กล่าวว่า นักลงทุนยังคงตั้งคำถามว่า SpaceX จะสามารถเติบโตได้เร็วเพียงใด และต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกมากแค่ไหน ก่อนที่ธุรกิจจะสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ปีเตอร์ เซิงเกิลเฮิสต์ (Peter Singlehurst) หัวหน้าทีมลงทุนในบริษัทเอกชนของ Baillie Gifford ซึ่งลงทุนใน SpaceX ตั้งแต่ปี 2018 กล่าวว่า ไม่เคยเห็นการปลดล็อกหุ้นในลักษณะนี้มาก่อน ทั้งในแง่ขนาดและรูปแบบการทยอยปลดล็อก พร้อมยอมรับว่า ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าราคาหุ้นจะตอบสนองอย่างไร หลังการเพิ่มขึ้นของอุปทานหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ IPO
แม้ราคาหุ้น SpaceX อ่อนตัวลงค่อนข้างมาก แต่นักวิเคราะห์ยังไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพระยะยาวของบริษัท โดยมองว่าโครงการต่าง ๆ ของ SpaceX ทั้ง Starlink ธุรกิจ AI และโครงการ Starship ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ตลาดยังต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากการปลดล็อกหุ้น และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระดับการใช้เงินลงทุน
อเล็กซานเดอร์ พอตเตอร์ (Alexander Potter) นักวิเคราะห์จาก Piper Sandler มองว่า ความเสี่ยงต่อราคาหุ้นที่ยังต้องจับตา คือ “รายจ่ายลงทุนด้าน AI ที่คาดการณ์ได้ยาก” และการทยอยปลดล็อกหุ้นจำนวนมหาศาลในช่วงต่อจากนี้
ด้านจอร์จ เฟอร์กูสัน (George Ferguson) นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence กล่าวว่า แม้ฝ่ายบริหารจะนำเสนอภาพการเติบโตในอนาคตได้อย่างน่าสนใจ แต่เป้าหมายหลายด้านยังมีความทะเยอทะยาน และอาจมองโลกในแง่ดีเกินไป ขณะที่ตลาดยังต้องการเห็นว่าการลงทุนจำนวนมหาศาลจะสามารถเปลี่ยนเป็นผลกำไรได้จริง
ดังนั้น แม้ SpaceX จะยังถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ตลาดยังคงจับตาผลกระทบจากการทยอยปลดล็อกหุ้นและการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัท ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
อ้างอิง : Bloomberg [1], Bloomberg [2] และ CNBC