Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
แนะกรอบ ‘3S’ ธุรกิจครอบครัว ปิดความเสี่ยง ก่อนส่งต่อความมั่งคั่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

แนะกรอบ ‘3S’ ธุรกิจครอบครัว ปิดความเสี่ยง ก่อนส่งต่อความมั่งคั่ง

6 ส.ค. 69
18:16 น.
แชร์

การสร้างธุรกิจให้เติบโตจนกลายเป็นความมั่งคั่งของครอบครัวเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ประกอบการ แต่เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้การสร้างกิจการขึ้นมา คือ การทำให้ธุรกิจและทรัพย์สินที่สะสมมาสามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปได้อย่างราบรื่น

โจทย์นี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยกำลังเผชิญเช่นกันกับธุรกิจครอบครัวในหลายประเทศ เพราะการสืบทอดธุรกิจครอบครัวไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น หรือการแบ่งทรัพย์สินให้กับทายาท แต่เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ตั้งแต่โครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน การบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของผู้นำรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อ

ความท้าทายนี้กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย McKinsey ประเมินว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีการส่งต่อสินทรัพย์ระหว่างรุ่นมูลค่าราว 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และข้อมูลของ McKinsey ยังพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยกว่า 70% ยังไม่มีแผนการสืบทอดกิจการที่ชัดเจน ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องเผชิญความไม่แน่นอนเมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งในด้านความเป็นเจ้าของ การกำกับดูแลกิจการ และภาวะผู้นำ

ด้วยเหตุนี้ การวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งจึงเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการวางแผนในหลายมิติ ทั้งการออกแบบโครงสร้างธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการสร้างระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านของผู้นำรุ่นต่อไป เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้อย่างมั่นคง

ประเด็นดังกล่าวเป็นที่มาของงานสัมมนา “Beyond Wealth Legacy and Strategy” ภายใต้โครงการ The Business Circle ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับ Baker McKenzie จัดขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านกฎหมาย ภาษี และการบริหารความมั่งคั่งสำหรับธุรกิจครอบครัวไทย โดยมีผู้ประกอบการไทยกว่า 60 ครอบครัวธุรกิจเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากประสบความสำเร็จในการสร้างการเติบโตและขยายกิจการ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นถัดไป หลายครอบครัวเริ่มเผชิญโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านการบริหารธุรกิจ ความมั่งคั่ง และบทบาทของสมาชิกในครอบครัว

“ธนาคารยูโอบีจึงมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ได้อย่างมั่นใจ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตจากรุ่นสู่รุ่น”

ขณะที่มุมมองด้านกฎหมายและการบริหารความเสี่ยง ดร.ปริมญดา ดวงรัตน์ ทนายความหุ้นส่วน Baker McKenzie มองว่า ความท้าทายของการส่งต่อความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่เรื่องทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมในหลายมิติ ทั้งโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายและภาษี ตลอดจนการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว

เมื่อโจทย์ของการส่งต่อธุรกิจครอบครัวมีหลายมิติ การวางแผนจึงจำเป็นต้องครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การป้องกันความเสี่ยง ไปจนถึงการเตรียมผู้สืบทอด ซึ่งเป็นที่มาของกรอบแนวคิด “3S” ได้แก่ Structure, Safeguard และ Succession ที่ถูกนำเสนอในงานสัมมนาครั้งนี้

Structure – วางรากฐานความมั่งคั่งให้พร้อมสำหรับการส่งต่อ

จุดเริ่มต้นของการส่งต่อความมั่งคั่ง คือ การจัดโครงสร้างการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจนและเหมาะสมกับเป้าหมายระยะยาวของครอบครัว เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ความซับซ้อนของทรัพย์สินและจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้การบริหารจัดการในอนาคตมีความท้าทายมากขึ้น หากไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

หนึ่งในเครื่องมือที่ธุรกิจครอบครัวให้ความสนใจมากขึ้น คือ ‘บริษัทโฮลดิ้งครอบครัว’ (family holding company) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รวบรวมการถือครองหุ้นในกิจการและทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ ไว้ภายใต้โครงสร้างเดียว โครงสร้างดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงที่หุ้นและทรัพย์สินจะถูกแบ่งแยกหรือกระจัดกระจายเมื่อส่งต่อไปยังสมาชิกหลายคนในรุ่นถัดไป อีกทั้งช่วยให้ครอบครัวสามารถกำหนดสิทธิในการถือหุ้น อำนาจการบริหาร และกระบวนการตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากช่วยจัดระเบียบการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแล้ว โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งยังมีบทบาทในการวางแผนด้านภาษีและการส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว โดยหากบริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นในบริษัทอื่นตั้งแต่ 25% ขึ้นไป เงินปันผลที่ได้รับอาจได้รับยกเว้นภาษีภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งช่วยให้ครอบครัวสามารถนำเงินปันผลไปบริหารหรือลงทุนต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับการวางแผนภาษีมรดก การประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์อาจอ้างอิงมูลค่าทางบัญชี หรือ book value ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งอาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินในระยะยาว

สำหรับครอบครัวที่มีสินทรัพย์หรือสมาชิกอยู่ในหลายประเทศ การใช้เครื่องมืออย่าง ‘ทรัสต์ในต่างประเทศ’ (offshore trust) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบริหารและปกป้องทรัพย์สิน เมื่อทรัพย์สินถูกโอนเข้าไปอยู่ภายใต้ทรัสต์ กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายจะอยู่ภายใต้การบริหารของทรัสต์ตามโครงสร้างและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ทำให้ทรัพย์สินถูกแยกออกจากการถือครองโดยตรงของผู้ก่อตั้งในทางกฎหมาย

เครื่องมือนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท เจ้าหนี้ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจกระทบต่อทรัพย์สินของครอบครัว อีกทั้งยังสามารถกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ เช่น การทยอยจ่ายเมื่อถึงอายุที่กำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการบริหารทรัพย์สินที่ยังขาดประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งทรัสต์จำเป็นต้องพิจารณากฎหมาย ภาษี และข้อกำหนดของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ

Safeguard – ปิดความเสี่ยงก่อนส่งต่อความมั่งคั่ง

แม้ธุรกิจครอบครัวจะมีการจัดโครงสร้างทรัพย์สินที่เหมาะสมแล้ว แต่การส่งต่อความมั่งคั่งอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือสะดุดได้ หากขาดกลไกในการบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น

หนึ่งในความเสี่ยงที่พบได้บ่อย คือ ภาวะชะงักงันในการตัดสินใจ หรือ deadlock ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือหุ้นมีสัดส่วนหรืออำนาจใกล้เคียงกัน และเมื่อมีความขัดแย้งหรือความเห็นต่างกันแล้วไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ หากข้อบังคับบริษัทหรือข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นไม่ได้กำหนดกระบวนการแก้ไขไว้ชัดเจน ความขัดแย้งอาจส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือดำเนินงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น กระบวนการลงคะแนน วิธีแต่งตั้งผู้บริหาร และกลไกแก้ไขข้อขัดแย้งไว้ล่วงหน้า จึงมีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจไม่แพ้การกำหนดว่าใครจะเป็นผู้รับช่วงบริหารต่อ และใครจะได้รับหุ้นหรือทรัพย์สินสัดส่วนเท่าใด

เครื่องมือหนึ่งที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในกลุ่มทายาทรุ่นใหม่ คือ สัญญาก่อนสมรส (prenuptial agreement) ซึ่งสามารถช่วยกำหนดความเป็นเจ้าของทรัพย์สินและแยกทรัพย์สินของครอบครัวออกจากสินสมรสได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงที่หุ้นหรือทรัพย์สินของกิจการจะกลายเป็นประเด็นข้อพิพาทในกรณีที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางกฎหมายแต่ละประเภทควรออกแบบให้เหมาะกับบริบทของครอบครัว โครงสร้างธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการใช้แนวทางเดียวกันกับทุกครอบครัว

สำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศ การวางแผนด้านมรดกและการจัดทำพินัยกรรมยังต้องพิจารณากฎหมายของแต่ละเขตอำนาจศาลด้วย เนื่องจากกฎหมายด้านมรดก การถือครองทรัพย์สิน และภาษีอาจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

Succession – ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีระบบด้วยธรรมนูญครอบครัว

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวโดยแต่งตั้งผู้สืบทอดเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวเข้าใจบทบาท หน้าที่ และเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้หลังจากเปลี่ยนผ่านผู้นำ

เครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกัน คือ ‘ธรรมนูญครอบครัว’ (family constitution) ซึ่งกำหนดหลักการที่สมาชิกครอบครัวยอมรับร่วมกัน เช่น บทบาทและหน้าที่ของสมาชิก หลักเกณฑ์การเข้ามาทำงานในธุรกิจ วิธีคัดเลือกผู้นำ อำนาจในการตัดสินใจ การถือครองและโอนหุ้น และกระบวนการจัดการข้อขัดแย้ง

กระบวนการจัดทำธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ให้สมาชิกแต่ละรุ่นสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา และสร้างความเข้าใจว่า ความยุติธรรมอาจไม่ได้หมายถึงการแบ่งทุกอย่างให้เท่ากันเสมอไป เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนอาจมีความพร้อม ความสนใจ และระดับการมีส่วนร่วมกับธุรกิจแตกต่างกัน ซึ่งการสร้างความเข้าใจร่วมกันและการมีข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่ก่อนเริ่มถ่ายโอนอำนาจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การส่งต่อกิจการเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความรู้สึกว่าใครได้รับหรือสูญเสียประโยชน์ และช่วยรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวในระยะยาว

นอกเหนือจากการส่งต่อทรัพย์สินและการบริหารกิจการแล้ว การส่งต่อคุณค่าและวิสัยทัศน์ร่วมของครอบครัวยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ philanthropy สามารถเป็นกลไกที่เชื่อมโยงสมาชิกต่างรุ่น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีส่วนในการบริหารธุรกิจโดยตรง ให้ยังคงมีส่วนร่วมในการสืบทอดค่านิยมและเป้าหมายร่วมของครอบครัว

การส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้วัดจากจำนวนทรัพย์สินที่สามารถรักษาไว้ได้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของครอบครัวในการส่งต่อธุรกิจ ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และคุณค่าที่สมาชิกยึดถือร่วมกันด้วย

แชร์
แนะกรอบ ‘3S’ ธุรกิจครอบครัว ปิดความเสี่ยง ก่อนส่งต่อความมั่งคั่ง