Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
KKP เตือน‘AI แบกตลาด’ เปิด 4 ความเสี่ยงครึ่งปีหลังที่นักลงทุนต้องจับตา
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

KKP เตือน‘AI แบกตลาด’ เปิด 4 ความเสี่ยงครึ่งปีหลังที่นักลงทุนต้องจับตา

29 ก.ค. 69
09:45 น.
แชร์

ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่า AI แทบทุกวัน ตั้งแต่บริษัทเทคโนโลยีแข่งกันพัฒนาโมเดลใหม่ บริษัททั่วโลกประกาศนำ AI มาใช้ ไปจนถึงเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกทุ่มลงไปในดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อตลาดสูง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะเก่งขึ้นได้อีกแค่ไหน แต่คือเงินลงทุนมหาศาลที่กำลังไหลเข้าไปนั้น จะสามารถสร้างรายได้และกำไรกลับมาได้คุ้มค่าหรือไม่ เพราะหากวันหนึ่งตลาดเริ่มพบว่า รายได้จาก AI โตไม่ทันต้นทุนที่ลงทุนไป หรือผู้ใช้งานจริงไม่ได้มากอย่างที่คาด ความเชื่อมั่นที่เคยผลักดันราคาหุ้นก็อาจเปลี่ยนทิศได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน 

ข้อมูลจากงาน KKP 2026 Mid-Year Review ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ช่วยให้เราเห็นว่า นอกเหนือจากความเสี่ยงเครื่องยนต์ AI สะดุดแล้ว  ตลาดและเศรษฐกิจโลกยังต้องรับมือกับราคาน้ำมัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยระยะยาวที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด และเศรษฐกิจไทยที่มีภูมิคุ้มกันต่อแรงกระแทกน้อยลง เหล่านี้คือความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน 

AI กำลังแบกทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมากแค่ไหน

มุมมองสำคัญจาก KKP โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย คือ การลงทุนด้าน AI กำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ แต่การลงทุนนี้ยั่งยืนแค่ไหน ทั้งในด้านอุปทานและความต้องการใช้งานจริง

เมื่อบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เดินหน้าลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปขั้นสูง และระบบประมวลผล เงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้หมุนอยู่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่ส่งต่อไปถึงเศรษฐกิจเอเชียที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ตราบใดที่บริษัทขนาดใหญ่ยังเชื่อว่า AI คืออนาคต และยังพร้อมใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เศรษฐกิจในห่วงโซ่นี้ก็ยังมีแรงส่ง ขณะที่ตลาดหุ้นก็ได้รับประโยชน์จากความคาดหวังว่ารายได้และกำไรของบริษัทเทคโนโลยีจะเติบโตต่อไป

แต่สุดท้ายแล้ว AI จะสร้างรายได้กลับมาได้มากพอที่จะคืนทุนหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก เพราะราคาหุ้นจำนวนไม่น้อยไม่ได้สะท้อนเพียงกำไรในวันนี้ แต่สะท้อนความคาดหวังถึงกำไรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย หากอนาคตนั้นไม่เป็นไปตามที่ตลาดเชื่อ ราคาสินทรัพย์ก็อาจต้องปรับลงเพื่อกลับมาอยู่บนพื้นฐานใหม่

“จุดหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามให้ดีว่าการลงทุนของ AI มันยั่งยืนหรือไม่ ทั้งในมุมของ Supply แล้วก็มุมของ Demand ว่าถ้าเราลงทุนกันเยอะขนาดนี้ AI จะสามารถสร้างรายได้กลับมาให้กับคนที่ลงทุนได้คุ้มค่าจริงหรือไม่” ดร.พิพัฒน์ สรุป ตามรายงานของ KKP 

AI เป็นฟองสบู่แล้วหรือยัง ?

ผู้เชี่ยวชาญที่กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT พูดคุยมองคล้ายกันว่าการเรียกกระแส AI ว่าเป็น “ฟองสบู่” ในตอนนี้อาจเร็วเกินไป แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้ เพราะอย่างไรก็ตาม AI มีการใช้งานจริง และมีศักยภาพเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างสินค้าใหม่ได้จริง ต่างจากกระแสบางอย่างในอดีตที่แทบไม่มีโมเดลธุรกิจรองรับ

แต่การที่เทคโนโลยีมีประโยชน์จริง ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นหรือมูลค่าการลงทุนจะไม่สูงเกินพื้นฐาน เทคโนโลยี AI อาจมีอนาคต แต่ราคาสินทรัพย์และการลงทุนอาจวิ่งไปไกลกว่าผลตอบแทนทางธุรกิจในระยะสั้น

ด้านมุมมองของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ตามรายงานของ KKP ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า นักวิเคราะห์เริ่มเตือนถึงความเสี่ยงนี้เช่นกัน เนื่องจากผลสำรวจพบว่า การใช้งาน AI ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับเพียงประมาณ 4–5% และหลายบริษัทยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า AI ช่วยสร้างกำไรหรือประโยชน์ทางธุรกิจได้มากเทียบเท่าการมาถึงของอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลในอดีต

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการพัฒนา AI ยังสูงมาก ทั้งต้นทุนชิปขั้นสูง GPU ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบระบายความร้อน และพลังงานมหาศาลที่ต้องใช้ในการประมวลผล

นั่นหมายความว่า ผู้ลงทุนไม่ได้รอเพียงให้ AI มีคนใช้งาน แต่กำลังรอให้การใช้งานเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรที่ชัดเจน  ทำให้มุมของ KKP ช่วง 2–3 ปีข้างหน้าจึงอาจเป็นช่วงพิสูจน์สำคัญว่า เงินลงทุนก้อนใหญ่ใน AI จะสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ได้จริงหรือไม่

ประเด็น AI จึงเป็นความเสี่ยงข้อแรกที่ KKP มองว่าต้องจับตา แต่ไม่ใช่ความเสี่ยงเดียว

ความเสี่ยงที่ 2 ราคาน้ำมันและตะวันออกกลางยังพร้อมสร้างแรงกระแทก

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมารุนแรง ราคาพลังงานก็กลายเป็นตัวแปรที่คาดเดาได้ยากขึ้น

ดร.พิพัฒน์มองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และราคาน้ำมันยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง หากความตึงเครียดปะทุขึ้นอีกครั้ง ผลกระทบอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ต้นทุนขนส่งและการผลิตที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงราคาสินค้าที่แพงขึ้น

ความเสี่ยงด้านพลังงานได้กลายเป็นตัวแปรที่ต้องนับรวมในทุกการตัดสินใจลงทุน ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนของภาคธุรกิจ รวมไปถึงความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนในที่สุด และท้ายที่สุดคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากความตึงเครียดกลับมาปะทุอีกครั้ง ผลกระทบต่อตลาดจะรวดเร็วและรุนแรงได้

ส่วนดร.ศุภวุฒิ ระบุว่าอีกความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มต้องดึงเงินลงทุนกลับมาเสริมความมั่นคงภายในประเทศมากขึ้นและเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่ หลังความขัดแย้งกระทบยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกของภูมิภาค 

ความเสี่ยงที่ 3 ดอกเบี้ยอาจไม่ลดเร็วอย่างที่ตลาดหวัง

ในช่วงต้นปี นักลงทุนจำนวนมากเคยคาดหวังว่า เมื่อเงินเฟ้อชะลอลง ธนาคารกลางจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ และต้นทุนทางการเงินจะเริ่มผ่อนคลาย แต่การลงทุน AI มหาศาล ราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านพลังงานยังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ หลายประเทศยังขาดดุลการคลังสูงและต้องออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย

เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินมากขึ้น ตลาดก็ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้คนถือพันธบัตร นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจอยู่ในระดับสูง 

สำหรับภาคธุรกิจ ดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงหมายถึงต้นทุนการกู้เงินยังแพงอยู่ สำหรับผู้บริโภค ก็อาจหมายถึงดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และสินเชื่ออื่น ๆ ที่ลดลงช้ากว่าที่คาด และนั่นทำให้เรื่อง AI กับดอกเบี้ยเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ ยิ่งการลงทุน AI ต้องใช้เงินมาก ความต้องการเงินทุนก็ยิ่งสูง และหากผลตอบแทนยังไม่ชัด บริษัทก็จะยิ่งเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน

ความเสี่ยงที่ 4 เศรษฐกิจไทยมีเกราะป้องกันบางลง

ความเสี่ยงสามข้อแรกเป็นเรื่องระดับโลก แต่ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด

KKP มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกมีสัญญาณดีขึ้นในบางด้าน แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังทำให้การฟื้นตัวไม่แข็งแรง และไทยกำลังเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังด้วยกันชนทางเศรษฐกิจที่บางลง

ในอดีต ไทยเคยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงจากการส่งออกและการท่องเที่ยว เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าช่วยสร้างเสถียรภาพให้เงินบาทและเศรษฐกิจ

แต่ปัจจุบัน ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แคบลง ทำให้เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลมีพื้นที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เนื่องจากขาดดุลการคลังต่อเนื่องและมีหนี้สาธารณะสูงขึ้น

ดังนั้น หากโลกเผชิญแรงกระแทก ไม่ว่าจะมาจากหุ้น AI ปรับฐาน ราคาน้ำมันพุ่ง ดอกเบี้ยโลกสูง หรือการค้าโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยก็อาจได้รับผลกระทบมากขึ้นและฟื้นตัวช้ากว่าประเทศที่มีพื้นที่ทางนโยบายมากกว่า

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิยังกล่าวถึงความเสี่ยงระยะสั้นจากการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงเวลาที่ KKP จัดงานสัมมนา ตลาดกำลังจับตากำหนดการสิ้นสุดการยกเว้นภาษีชั่วคราววันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 40% ของการส่งออกไทยตามข้อมูลที่ KKP นำเสนอ หากเงื่อนไขทางการค้าเปลี่ยนไป ย่อมส่งผลต่อการส่งออก ดุลบัญชีเดินสะพัด และทิศทางเงินบาทให้อ่อนค่าได้

นักลงทุนควรกังวลเรื่อง AI แค่ไหน

สิ่งที่ KKP กำลังเตือนไม่ได้หมายความว่า นักลงทุนควรขายหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด หรือหยุดเชื่อในศักยภาพของ AI  ดังนั้นความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ประโยชน์ของ AI แต่อยู่ที่ตลาดอาจคาดหวังว่า AI จะสร้างรายได้และกำไรได้เร็วเกินความเป็นจริง

นักลงทุนจึงควรมองให้ลึกกว่าคำว่า “บริษัท AI” และถามต่อว่า บริษัทนั้นมีรายได้จาก AI จริงเท่าไร มีลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินหรือยัง ต้นทุนการพัฒนาสูงแค่ไหน และกระแสเงินสดเพียงพอรองรับการลงทุนต่อเนื่องหรือไม่

เพราะเมื่อกระแสแรง หุ้นแทบทุกตัวที่เกี่ยวข้องอาจปรับขึ้นได้ แต่เมื่อกระแสเริ่มแผ่ว ตลาดจะกลับมาแยกบริษัทที่มีธุรกิจจริงออกจากบริษัทที่มีเพียงสตอรี่  ช่วง 2–3 ปีข้างหน้าจึงอาจเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ 

ที่มา: เรียบเรียงจากมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย และ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในงาน KKP 2026 Mid-Year Review จัดโดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) 21 ก.ค. 2569

แชร์
KKP เตือน‘AI แบกตลาด’ เปิด 4 ความเสี่ยงครึ่งปีหลังที่นักลงทุนต้องจับตา