
ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เม็ดเงินโฆษณาของไทยที่เคยไหลไปยังสื่อดั้งเดิมเปลี่ยนทิศทางการไหลไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่บนหน้าจอมือถือมากกว่าหน้าจอโทรทัศน์
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีกำลังส่งผลต่ออุตสาหกรรมสื่อไทยทั้งระบบ เมื่อรายได้ที่เคยหล่อเลี้ยงองค์กรสื่อหดตัวลง ความสามารถในการลงทุนผลิตเนื้อหา การพัฒนาบุคลากร และการทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อสาธารณะก็เผชิญแรงกดดันมากขึ้นตามไปด้วย
สื่อโทรทัศน์ที่เคยเป็นสื่อหลักของประเทศเคยได้รับเม็ดเงินโฆษณารวมเป็นมูลค่าสูงกว่า 77,000 ล้านบาทในยุคเฟื่องฟู (ปี 2556 อยู่ที่ 77,111 ล้านบาท) แต่บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด (MI GROUP) คาดว่าจะเหลือเพียง 29,149 ล้านบาทในปีนี้ สะท้อนการถดถอยของรายได้ของสื่อโทรทัศน์ ซึ่งสวนทางกับเม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัลที่ได้รับเม็ดเงินโฆษณา 2,783 ล้านบาท ในปี 2555 แต่ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 32,145 ล้านบาท
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นแค่โจทย์เรื่องความอยู่รอดของธุรกิจสื่อ แต่โจทย์ที่ใหญ่ไม่แพ้กัน คือ ทิศทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนไทยในอนาคต เมื่อผู้คนรับข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เนื้อหาที่ผู้คนมองเห็นอาจไม่ได้ถูกคัดเลือกด้วยหลักวิชาชีพ แต่ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ซึ่งให้ความสำคัญกับยอดการมีส่วนร่วม (engagement) มากกว่าประโยชน์สาธารณะ
ขณะเดียวกัน ข้อมูล พฤติกรรมการใช้งาน และความสนใจของผู้บริโภคไทยก็กำลังไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างชาติและถูกนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนอกประเทศ จนนำไปสู่คำถามเรื่องอธิปไตยข้อมูล (data sovereignty) และความสามารถของประเทศไทยในการกำหนดทิศทางข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของตนเองในระยะยาว
ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) กล่าวว่า MI GROUP มองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศสื่อไทยทั้งระบบอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ภวัตมองว่า ความอ่อนแอของสื่อไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อสังคมหลายมิติ โดยเรื่องการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572 จะเป็นตัวกำหนดอนาคตสื่อโทรทัศน์ของไทย และเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่ออนาคตของระบบสื่อสารมวลชนไทยและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพและปลอดภัย ดังนั้น รัฐควรมีความชัดเจนเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลที่ชัดเจนประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไป
ภวัตอธิบายว่า หากวันหนึ่งสื่อหลักของประเทศอ่อนแอลงจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่จะหายไปพร้อมธุรกิจสื่อ คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกำหนดและมีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อน การพัฒนา และความมั่นคงของประเทศและประชาชนในระยะยาว
ภวัตอธิบายอีกว่า ความสำคัญของฟรีทีวี คือ เป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้กว้างที่สุด และมีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านความมั่นคง ขณะที่ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ยังคงพึ่งพาสื่อหลักเป็นช่องทางสำคัญในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
“การผลักให้ทุกคนย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์โดยไม่มีแผนรองรับ อาจสร้างความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลข่าวสารครั้งใหม่ของประเทศ
“ถึงแม้ประเทศไทยจะมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตสูง แต่ประชาชนไม่ได้เข้าถึงโลกดิจิทัลด้วยต้นทุนที่เท่าเทียมกัน ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพสัญญาณ ความเร็วอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงอุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุด ความรู้เท่าทันและทักษะการใช้งานเทคโนโลยี”
ในอีกด้านหนึ่ง ภวัตชี้ว่า คุณภาพของข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ปัญหาข่าวปลอม การหลอกลวงทางออนไลน์ เนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล หรือสร้างการแบ่งขั้วทางความคิด การสร้างความเกลียดชัง เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงอิทธิพลของอัลกอริทึมที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม (engagement) มากกว่าประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบหรือแนวทางจัดการที่ชัดเจนเพียงพอ
“สิ่งที่น่ากังวล คือ เรายังไม่เห็นแพลตฟอร์มเหล่านี้มีพันธกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ชัดเจนและเข้มข้นด้านสาธารณะเช่นเดียวกับสื่อมวลชน และหลายครั้งก็อยู่นอกขอบเขตการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพของประเทศ ประเทศไทยจึงไม่ควรฝากอนาคตด้านข้อมูลข่าวสาร ความรู้ วัฒนธรรม และการเรียนรู้ของคนไทยไว้กับอัลกอริทึม ของแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงไม่กี่ราย เพราะข้อมูลข่าวสารไม่ได้เป็นเพียงสินค้าหรือความบันเทิง แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดวิธีคิด ค่านิยม ความเข้าใจต่อสังคม คุณภาพประชากร และอนาคตของประเทศ”
นอกจากในมุมการรับข้อมูข่าวสารและการเรียนรู้ของสังคมแล้ว ภวัตกล่าวถึงผลกระทบต่อคนทำงานในระบบนิเวศสื่อว่า การอ่อนแอลงของสื่อหลักกำลังส่งผลต่อผู้คนจำนวนมากในระบบนิเวศสื่อไทย ทั้งสถานีโทรทัศน์หรือผู้ประกอบการสื่อ บริษัทโปรดักชั่น ผู้ผลิตคอนเทนต์ สำนักข่าว บริษัทวิจัย ผู้ผลิตรายการ นักสร้างสรรค์ นักข่าว บุคลากรด้านเทคนิค คนทำงานด้านสื่อโฆษณา ตลอดจนผู้ประกอบอาชีพอิสระและ อินฟูลเอนเซอร์ อีกจำนวนมาก
“แน่นอนว่ามีหลากหลายคน หลากหลายอาชีพ เข้าถึงโอกาสและแจ้งเกิดจากการเติบโตของแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลของระบบสื่อไทยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา นี่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยนับแสนถึงนับล้านคน หากปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นโดยปราศจากแผนระดับชาติ และการบังคับใช้กฏข้อบังคับอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจไม่ได้สูญเสียเพียงธุรกิจสื่อของคนไทยเอง แต่กำลังสูญเสียศักยภาพในการกำหนดอนาคต ด้านข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม คุณภาพประชากร และอนาคตของประเทศด้วยตัวเอง” ภวัตกล่าว
ด้วยข้อกังวลถึงผลกระทบในหลายมิติ MI GROUP จึงเสนอให้ประเทศไทยเร่งจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (Media Transition Plan) และยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อและข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล เพราะในศตวรรษที่ 21 สื่อและข้อมูลข่าวสารเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (National Media & Information Infrastructure) ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน ความเข้มแข็งของสังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต
ข้อเสนอแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (Media Transition Plan) ประกอบด้วย
1. National Media Strategy : กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมสื่อไทยระยะ 10-15 ปี
2. Information Sovereignty Framework : รักษาความสามารถของประเทศในการเข้าถึงและกำกับดูแลข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อสาธารณะ และไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติจนเกินสมควร
3. Fair & Competitive Media Ecosystem : สร้างโอกาส และยกระดับขีดความสามารถโดยติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการสื่อไทยในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลก
4. Media Security & Universal Access to Trusted Information : มีการ “กำกับและดูแล ไม่ใช่ปิดกั้นหรือกีดกัน” การกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสังคม กับเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่การปิดกั้นหรือกีดกันการสื่อสาร
นอกจากนั้น MI Group เสนอ 6 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล รักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของสื่อไทย และรักษาอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยมีแนวคิดสำคัญ คือ การเปลี่ยนมุมมองจาก ‘อุตสาหกรรมสื่อ’ ไปสู่ ‘ในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย’ (National Attention Infrastructure)
1. Thai Content Power – สื่อไทยจะสู้ได้ด้วย content : สร้าง content ที่สะท้อนภาษา วัฒนธรรม และบริบทของคนไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่แพลตฟอร์มระดับโลกไม่สามารถลอกเลียนได้
2. Thailand Media Alliance – รวมพลังสื่อไทย : รวมพลังผู้ประกอบการสื่อ คอนเทนต์ และครีเอเตอร์ไทย เพื่อสร้างขนาดและอำนาจการแข่งขันร่วมกัน
3. Thailand Data Exchange – ให้ธุรกิจไทยสามารถเชื่อมข้อมูลกันภายใต้กติกาที่ปลอดภัย : พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดจากคนไทยสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย
4. Thai AI Ecosystem – สร้างนิเวศ AI ของไทยเอง : ลงทุนใน AI ภาษาไทย ฐานข้อมูลไทย และองค์ความรู้ไทย เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างประโยชน์จากบริบทของประเทศไทย
5. From Media to Platform – คิดแบบ ecosystem : ยกระดับธุรกิจสื่อจากการขาย reach และ impression สู่การสร้างเนื้อหา (content) ผู้ชม (audience) ชุมชน (community) การซื้อขาย (commerce) และข้อมูล (data)
6. Digital & AI Literacy : สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยเข้าใจคุณค่าของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึมและ AI ที่มีต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจ