
“แย่จัง ทำไมมันคล้ายโดนเธอทำร้ายตรงใจ” เพลงติดหูบนโลกออนไลน์ จากน้ำเสียงสุดคูลของแร็ปเปอร์และนักแต่งเพลงชื่อดัง YOUNGOHM กลับกลายเป็นเนื้อเสียงของ "สุรพล สมบัติเจริญ" เมื่อ AI Cover ปลุกชีพราชาเพลงลูกทุ่งผู้ล่วงลับ จึงเกิดปรากฏการณ์ไวรัลบนโลกออนไลน์ ทำยอดเฉียด 1 ล้านวิวอย่างรวดเร็ว ในมุมหนึ่งนี่คือความบันเทิงล้ำสมัย แต่ลึกลงไปในโลกทุนนิยมดิจิทัล เม็ดเงินมหาศาลกำลังไหลเวียนอยู่ในพื้นที่เทา ๆ
ดร.ปกป้อง ขำประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และผู้ก่อตั้งเพจทำนองหลักเพลงไทย ให้มุมมองเชิงธุรกิจกับ Spotlight ว่า ในแง่จริยธรรมธุรกิจ หากคอนเทนต์เหล่านี้สร้างรายได้ขึ้นมา “ก็ควรจะยกประโยชน์ส่วนแบ่ง ให้กับเจ้าของเพลงที่นำมาดัดแปลง รวมถึงเจ้าของเนื้อเสียงต้นแบบด้วย” เพราะนั่นคือทุนทางวัฒนธรรมที่ศิลปินสะสมมาทั้งชีวิต
แต่ความจริงอันโหดร้ายคือ ปัจจุบัน AI ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ "รังสรรค์สิ่งใหม่" แต่กำลังกลายเป็น "ผู้คุมกฎ" บนสตรีมมิ่งที่หันมาเล่นงานคนดนตรีไทยเสียเอง การที่สมองกลฝั่งมหาอำนาจต่างชาติ กำลังใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้แอบส่อง แสกน และดักเคลมรายได้จาก ‘สมบัติชาติไทย’ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยที่ศิลปินไทยไม่รู้ตัวและทำได้เพียงแค่กดลบคลิปหนี!
อะไรคือกลไกเบื้องหลังที่ทำทุนนอกใช้ AI ชุบมือเปิบเพลงครูของไทย? และช่องโหว่กฎหมายลิขสิทธิ์ที่ไทยมีอยู่ ทำให้ประเทศต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลหรือไม่?
ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ อาจารย์ปกป้อง ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ดนตรีไทย โดยแจกจ่ายไฟล์ดนตรี Backing Track ให้เยาวชนและผู้ร่วมกิจกรรมนำไปสร้างสรรค์ผลงานดัดแปลงทำทับลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าประกวดในการแข่งขันดนตรีไทยความยาว 4 นาที และมีสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนอัดฉีดเม็ดเงินและของรางวัลให้กับศิลปินที่เข้าร่วม
แต่ทันทีที่ผลงานจาก 36 ผู้เข้าร่วมถูกอัปโหลดขึ้นสู่โลกดิจิทัล ปรากฏว่ามี 1 คลิปที่เป็นเพลงระดับครูอย่าง "ค้างคาวกินกล้วย" ถูกระบบ AI ของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่แจ้งเตือนทันทีว่า "ละเมิดลิขสิทธิ์" โดยบริษัทที่ยื่นคำร้องเคลมสิทธิ์และกดเคลมรายได้นั้น ตั้งออฟฟิศอยู่ไกลถึงแอฟริกาใต้และอเมริกาใต้! แน่นอนว่าเพลงไทยเดิมเหล่านี้ไม่ซ้ำกับต่างประเทศแน่นอน แต่เพราะระบบที่ตรวจจับแบบสุ่มมั่ว ทำให้ศิลปินหลายคนตกอกตกใจ รีบลบคลิปก่อนที่จะโต้อุธรณ์ตามเหตุผล
ความเดือดร้อนในระดับ Micro-SMEs และครีเอเตอร์ไทยที่ยังไม่มีใครยอมเป็นเจ้าภาพกางปีกป้องนี้เอง กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญสู่เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระดับประเทศ ในงานเสวนา "เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล" ซึ่งจัดขึ้นโดย สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ร่วมกับ สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อร่วมกันชำแหละว่า ระบบนิเวศดนตรีและเม็ดเงินของคนไทย กำลังถูกระเบียบโลกใหม่ของ AI บิดเบือนไปอย่างไร
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นกลางวงเสวนาคือ ทำไมเพลงไทยเดิมที่เป็นสมบัติสาธารณะไปแล้ว ถึงโดน AI ต่างชาติสั่งบล็อกและเคลมเงินได้หน้าตาเฉย? เรื่องนี้ ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ได้ชำแหละโครงสร้างลิขสิทธิ์เพลงในโลกสากลให้ฟังว่า ในอุตสาหกรรมดนตรีดั้งเดิม งานเพลง 1 ชิ้น จะประกอบด้วยฟันเฟืองทางกฎหมายที่แยกขาดจากกัน 3 ส่วนหลัก หรือที่เรียกว่า "ลิขสิทธิ์ 3 ขา" คือ
ดร.พิเศษ ขยี้ปมว่า เมื่อห่วงโซ่ลิขสิทธิ์เหล่านี้ก้าวเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Spotify, JOOX หรือ YouTube ทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องของ "Money Talk" เพื่อทำกำไรและสร้างรายได้มหาศาล เปลี่ยนสินทรัพย์ทางปัญญาให้กลายเป็นเครื่องจักรปั๊มเงิน ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ทั่วโลกจึงรวมตัวกันกดดันแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง YouTube ให้เร่งจัดการกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ YouTube ต้องสร้างระบบ Content ID หรือ "ระบบจดจำลายนิ้วมือดิจิทัลของไฟล์เสียง" ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตำรวจ AI ตรวจจับคลิปละเมิดทั่วโลก
ทว่า ในความล้ำสมัยนี้กลับซ่อนช่องโหว่เชิงพาณิชย์ที่ร้ายแรงเอาไว้ เพราะระบบ Content ID ในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยกฎเหล็กที่ว่า "ใครอัปโหลดไฟล์เสียงเข้าระบบก่อน แพลตฟอร์มจะล็อกสิทธิ์ให้เป็นเจ้าของทันที" ช่องว่างตรงนี้เองที่กลายเป็น "ทางตัน" และถูกทุนต่างชาติหัวหมอนำไปใช้เป็นเครื่องมือชุบมือเปิบ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ เพียงแค่ค่ายนอกนำดนตรีไทยเดิมไปบันทึกเสียงใหม่ในเวอร์ชันของตนเอง แล้วนำไฟล์เสียงนั้นไปจดทะเบียนลงระบบ Content ID ก่อนใคร แพลตฟอร์มดิจิทัลจะทึกทักทันทีว่าทุนนอกกลุ่มนั้นคือ "เจ้าของสิทธิ์ร่วม" ในทำนองเพลงนั้น ๆ
และเมื่อใดก็ตามที่คนไทย หรือเยาวชนไทย อัปโหลดคลิปเพลงไทยเดิม ที่ดันมีคลื่นความถี่เสียงหรือท่วงทำนองหลักไปตรงกัน ขึ้นสู่ระบบทีหลัง AI ของแพลตฟอร์มก็จะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ด้วยการ "ส่งหนังสือเตือนละเมิดลิขสิทธิ์" แล้วดึงเงินค่าโฆษณาทั้งหมดเข้ากระเป๋าต่างชาติตามระเบียบโลกใหม่ทันที หากครีเอเตอร์ไทยโต้แย้งระบบไม่ได้ ช่องที่สร้างมาทั้งชีวิตก็พร้อมจะ "ปลิว" ดับวูบไปในพริบตา
ความน่ากลัวของปัญหานี้คือ ในขณะที่เพลงคลาสสิกเก่าแก่ของต่างประเทศสามารถนำมาบรรเลงได้อย่างเสรีโดยไม่โดน AI ไล่บล็อก แต่ดนตรีไทยเดิมกลับไร้เกราะป้องกัน ตัวแทนจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ให้เห็นปมสำคัญในวงเสวนาว่า ปัญหานี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศเพราะเขามีระบบ Music Publisher และฐานข้อมูลกลางระดับสากลอย่างระบบ ISWC (International Standard Musical Work Code) ที่คอยระบุชัดเจนว่าเพลงไหน ใครแต่ง และสร้างสรรค์ขึ้นในปีใด เพื่อกางปีกคุ้มครองสิทธิ์ในเวทีโลกอย่างเป็นระบบ
เมื่อหันมามองขีดความสามารถการแข่งขันของไทย โครงสร้างพื้นฐานด้านนี้กลับอ่อนแอจนน่าใจหาย องค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์สากลในไทยเปิดดำเนินงานมานานถึง 32 ปี แต่กลับมีสมาชิกจดทะเบียนเพียงแค่ 2,000 คนเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่าสิงคโปร์มีสมาชิกมากกว่า 5,000 คน แม้มีประชากรที่น้อยกว่าหลายเท่า และมาเลเซียพุ่งไปถึง 20,000 คน
ความล้าหลังนี้ทำให้เราขาดฐานข้อมูลสากลไปยืนยันสิทธิ์กับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ปล่อยให้ระบบจัดเก็บลิขสิทธิ์ผูกขาดอยู่เพียงแค่ในระบบค่ายเพลงดั้งเดิม และเปิดช่องให้ทุนต่างชาติใช้ AI เข้ามาล่าอาณานิคมทางไซเบอร์ได้ตามใจชอบ
ในวันที่สหรัฐฯ เฉลิมฉลอง Public Domain Day เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์และครีเอเตอร์นำผลงานหมดลิขสิทธิ์อย่าง มิกกี้เมาส์ ยุคเก่า ไปต่อยอดสร้างเงินล้านในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเสรี แต่ตัดภาพกลับมาที่ไทย ทุนวัฒนธรรมและมรดกเพลงครูที่มีมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล กำลังกลายเป็นเนื้อชิ้นหวานที่โดนทุนนอกชุบมือเปิบผ่านระบบเทคโนโลยี หากภาครัฐยังไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและสร้างระบบฐานข้อมูลสากลขึ้นมาสู้ ท้ายที่สุด Soft Power ของชาติอาจทำเงินหล่อเลี้ยงได้แค่บิ๊กเทคต่างชาติ โดยที่คนดนตรีไทยทำได้เพียงแค่นั่งมอง... และยอมกดลบคลิปสมบัติชาติของตัวเองทิ้งไปอย่างน่าเจ็บใจ