Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
วิกฤต “อวนผี” กับดักฆ่าสัตว์ทะเลไม่รู้จบ 'ตา AI' ช่วยตัดวงจรก่อนถึงจาน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

วิกฤต “อวนผี” กับดักฆ่าสัตว์ทะเลไม่รู้จบ 'ตา AI' ช่วยตัดวงจรก่อนถึงจาน

20 พ.ค. 69
16:57 น.
แชร์

เวลาเราพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในทะเล ภาพในหัวของคนส่วนใหญ่คือขยะพลาสติกตามชายหาด หลอด ถุงหูหิ้ว หรือกล่องโฟมที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ แต่ขยะเหล่านั้นอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า และการจัดการบนบกยังพอมีระบบระเบียบรองรับ

ทว่าลึกลงไปใต้ท้องทะเลกลับมีวิกฤตที่จัดการยากกว่านั้นหลายเท่า นั่นคือ “Ghost Gear” หรือ “อวนผี” อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งร้างหรือสูญหาย ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบนิเวศอย่างมหาศาล

สำหรับประเทศไทย เคยถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในโลก จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม พบว่าน่านน้ำไทยเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ประมงที่หนาแน่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีปริมาณอวนผีสะสมอยู่ใต้ทะเลเป็นจำนวนมาก

พิกัดที่พบวิกฤตอวนผีหนาแน่นที่สุดในไทย ได้แก่ บริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ และเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งมักพบเศษอวนประมงขนาดมหึมา น้ำหนักตั้งแต่ 500 กิโลกรัมไปจนถึงมากกว่า 1 ตัน จมเกาะติดอยู่กับแนวปะการังน้ำลึก

ขยะใต้ทะเลเหล่านี้นอกจากเกิดจากการตั้งใจทิ้ง ยังเกิดจากกระแสน้ำแรง คลื่นลมมรสุมที่พัดพาจนอวนขาด หรือการเดินเรือชนโขดหินใต้น้ำ จนอุปกรณ์จับสัตว์น้ำเหล่านี้หลุดลอยและจมลงสู่ก้นทะเล กลายเป็นสุสานที่ไร้คนรับผิดชอบผืนใหญ่ ครอบคลุมน่านน้ำไทยอยู่ในปัจจุบัน

"อวนผี" วิกฤตขยะ 6 แสนตันที่โลกมองไม่เห็น

สถิติจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ในแต่ละปีมีเครื่องมือประมงถูกทิ้งร้างหรือสูญหายในมหาสมุทรทั่วโลกสูงถึง 640,000 ตัน หรือคิดเป็น 10% ของขยะทะเลทั้งหมด โดยจุดที่พบปัญหาอวนผีหนาแน่นที่สุดในโลกมักเป็นบริเวณ “ไหล่ทวีป” (Continental Shelves) แหล่งทำประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ และแนวปะการังน้ำตื้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอ่าวไทย โดยเฉพาะรอบเกาะท่องเที่ยวทางใต้ที่มีกิจกรรมการประมงหนาแน่นควบคู่ไปกับแนวปะการังที่สมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้อวนผีอันตรายกว่าขยะพลาสติกทั่วไป คือแม้เครื่องมือประมงเหล่านี้จะถูกทิ้งหรือสูญหายไปแล้ว แต่มันยังคงทำหน้าที่ “ดักจับ” สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลต่อไป เมื่อลอบหรืออวนจมอยู่ใต้ทะเล ปลา เต่าทะเล ปลากระเบน หรือสัตว์ทะเลชนิดอื่นอาจเข้าไปติดอยู่จนตาย จากนั้นซากสัตว์เหล่านั้นจะกลายเป็นเหยื่อล่อ ดึงดูดสัตว์นักล่าหรือปลาขนาดใหญ่ให้เข้ามาติดกับดักซ้ำ กลายเป็นวงจรการตายต่อเนื่องที่ยุติได้ยาก หากไม่มีการเก็บกู้

นอกจากการคร่าชีวิตสัตว์ทะเลโดยตรง อวนผียังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของระบบนิเวศใต้ทะเล เศษอวนขนาดใหญ่ที่ถูกกระแสน้ำพัดพาอาจเข้าไปพันปะการังและหญ้าทะเล บดบังแสงแดดที่จำเป็นต่อกระบวนการดำรงชีวิตของปะการัง ขณะเดียวกัน แรงคลื่นที่ซัดกระแทกอวนเข้ากับแนวปะการังสามารถทำให้กิ่งก้านปะการังหักเสียหายได้ในเวลาไม่นาน ทั้งที่ปะการังบางชนิดต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการเติบโต

ความน่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ อวนผีส่วนใหญ่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ เช่น ไนลอนและโพลีเอทิลีน ซึ่งมีความทนทานสูงและย่อยสลายได้ยาก เมื่อจมอยู่ใต้ทะเล อวนเหล่านี้จึงสามารถคงสภาพและทำลายระบบนิเวศต่อไปได้ยาวนานหลายทศวรรษ เปรียบเสมือนเครื่องมือประมงที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ แต่ยังคงทำงานอย่างเงียบงันในฐานะ “เครื่องจักรสังหาร” ใต้ท้องทะเล

ถอดโมเดลเกาะพะงัน โดรนและ AI แท็กทีมกู้อวนผีได้แม่นยำกว่า

ด้วยข้อจำกัดของมนุษย์ในการเก็บกู้อวนผี ซึ่งมักลอยไปติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ทั้งบริเวณกระแสน้ำแรง ทัศนวิสัยใต้น้ำต่ำ ซอกหิน หรือแนวปะการังในระดับความลึกที่อาจเป็นอันตราย ภารกิจฟื้นฟูทะเลจึงไม่อาจพึ่งพาแรงคนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แนวทางใหม่ที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญ คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยระบุตำแหน่งขยะทะเลอย่างแม่นยำ ก่อนส่งทีมมนุษย์ลงไปเก็บกู้เฉพาะจุด

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือโครงการนำร่องในพื้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร รอบเกาะพะงัน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจอย่างไทยยูเนียน และ ARRI ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เป้าหมายของโครงการนี้คือการเปลี่ยนวิธีรับมือกับขยะทะเลจากการค้นหาแบบสุ่ม ไปสู่การสำรวจเชิงระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยอาศัยเทคโนโลยีหลัก 2 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรกคือการทลายข้อจำกัดด้านเวลาด้วยการส่ง โดรนติดกล้องความละเอียดสูง ขึ้นบินสแกนเหนือน่านน้ำแทนการใช้เรือวิ่งหาแบบสุ่ม โดยโดรนจะถูกตั้งโปรแกรมให้บันทึกภาพถ่ายทางอากาศในทุก ๆ 2 วินาที ย่อเวลาการสำรวจพื้นที่กว้างใหญ่จากที่เคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และสร้างฐานข้อมูลภาพถ่ายนับพันนับหมื่นภาพได้อย่างรวดเร็ว 

จากนั้นข้อมูลมหาศาลจะถูกส่งต่อให้ ระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) ของ AI ทำหน้าที่คัดแยกสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถูกฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลภาพขยะทะเลจนฉลาดพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของรูปทรงได้อย่างแม่นยำ 

มันสามารถระบุได้ทันทีว่าลักษณะแบบใดคือโขดหินหรือแนวปะการังตามธรรมชาติ และลักษณะเส้นตรงขนานแบบใดคือโครงสร้างเส้นใยของอวนประมงที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะทำการล็อกพิกัด GPS ส่งต่อให้ทีมนักดำน้ำทันที

การมาถึงของเทคโนโลยีนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องดำน้ำเดาสุ่มอย่างเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป และสามารถขับเรือตรงดิ่งไปจัดการตัดและกู้ขยะขึ้นมาได้ทันทีอย่างแม่นยำ ซึ่งโมเดลอัจฉริยะในลักษณะนี้นี่เองที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเซฟพลังงาน เซฟชีวิตนักดำน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องมหาสมุทรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ปิดลูปอวนผี ก่อนพิษ ‘ไมโครพลาสติก’ ย้อนถึงจานอาหาร

ทั้งนี้ การเก็บขยะใต้ทะเลขึ้นมาได้อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากปลายทางของขยะเหล่านั้นคือการถูกนำไปกองทิ้งไว้ในบ่อขยะบนเกาะ ซึ่งมักมีพื้นที่จำกัดและเผชิญความเสี่ยงจากลมพายุ น้ำหลาก หรือการจัดการที่ไม่สมบูรณ์ เพราะท้ายที่สุด ขยะบางส่วนอาจถูกพัดพากลับลงสู่ทะเล และวนกลับไปสร้างปัญหาเดิมอีกครั้ง

โมเดลอัจฉริยะนี้จึงปิดลูปปัญหาด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำอวนผีและเศษพลาสติกที่เก็บกู้ขึ้นมาได้ ไปผ่านกระบวนการคัดแยก และส่งเข้าสู่โรงงานแปรรูปเพื่อหลอมชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็น “อิฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” สำหรับใช้ในงานก่อสร้างบนบก ซึ่งเป็นการกักเก็บพลาสติกให้อยู่ในโครงสร้างที่แข็งแรงและตัดขาดออกจากระบบนิเวศทางทะเลอย่างถาวร

การตัดวงจรนี้ยังมีความหมายโดยตรงต่อสุขภาวะของมนุษย์ เพราะหากปล่อยให้อวนผีและพลาสติกขนาดใหญ่จมอยู่ใต้ทะเลต่อไป ภายใต้แสงแดด แรงคลื่น และการเสียดสีตามธรรมชาติ วัสดุเหล่านี้จะค่อย ๆ แตกตัวเป็นไมโครพลาสติกขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งยากต่อการมองเห็นและยากยิ่งกว่าต่อการเก็บกู้

พวกมันจะแฝงตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอน หอย ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในท้ายที่สุด วงจรพิษนี้ก็จะเดินทางมาสิ้นสุดลงบนจานอาหารของมนุษย์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสะสมในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด ตับ สมอง และหลอดเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื้อเยื่อถูกทำลาย รบกวนการทำงานของฮอร์โมน เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และพัฒนาการทางสมองในเด็กลดลง

วิกฤตขยะใต้คลื่นลมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การใช้โดรนและ AI เพื่อเร่งค้นหาและเก็บกู้อวนผีในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจฟื้นฟูทะเล แต่คือการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ และสร้างระบบจัดการขยะทะเลที่ไม่ปล่อยให้ปัญหาเดิมไหลย้อนกลับสู่มหาสมุทรอีกครั้ง

แชร์
วิกฤต “อวนผี” กับดักฆ่าสัตว์ทะเลไม่รู้จบ 'ตา AI' ช่วยตัดวงจรก่อนถึงจาน