
วันที่ 15 พ.ค. 69 จากกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการเชิญกรรมการเจ้าของเรือเข้าให้ปากคำชี้แจง ในฐานะพยาน ประเด็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ จาก 9 บริษัทเรือ ที่แล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานสอบสวนได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน ภายหลังจากที่ได้รับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งโฟกัสใน 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย น้ำมันของบริษัทแห่งหนึ่งภายใน จ.อ่างทอง คลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี และการขนส่งน้ำมันทางทะเลด้วยเรือ 99 เที่ยว จากโรงกลั่นน้ำมันในภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันในภาคใต้ ซึ่งในทั้งสามประเด็นมีความคืบหน้าไปพอสมควร มีการเร่งรัดให้มีการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว และได้ให้เวลาในบางกรณีพิสูจน์ความผิด ซึ่งสามารถใกล้พิสูจน์ความผิดได้แล้ว
ทั้งนี้ กรณีของคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี และบริษัทน้ำมันภายในจังหวัดอ่างทอง อีกประมาณ 15 วัน จะมีการพิสูจน์ความผิด และสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ ซึ่งจะเป็นฐานความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน ทั้งนี้ ยังไม่พบความผิดการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อถามย้ำว่ามีบุคคลใดที่จะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดบ้าง ระบุว่ามีทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าใครเป็นผู้ต้องหาบ้าง
ส่วนบริษัทน้ำมันภายในจ.อ่างทอง พบหลักฐานบ่งชี้บางอย่างว่าอาจจะมีนายทุนอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้พนักงานสอบสวนจะมีการขยายผลตรวจสอบในเรื่องของภาษีและทุกด้านที่เกี่ยวข้อง
อธิบดีดีเอสไอ ระบุอีกว่า ในเรื่องของเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันทางทะเลนั้น เราจะต้องมีการลงพื้นที่ไปตรวจระบบ GPS และระบบเอไอเอสของเรือแต่ละลำ ซึ่งตอนนี้พบความผิดปกติเบื้องต้นคือใบกำกับการขนส่งที่ผิดปกติ ลงข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งขณะนี้เราโฟกัสแคบลงไปที่เรือ 2-3 เที่ยว จำนวน 3 ลำ 3 บริษัท ที่มีการเดินทางผิดปกติ จอดลอยลำอยู่กลางทะเลไม่เข้าเทียบท่า ทั้งนี้ทั้ง 3 บริษัทยังไม่เคยเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานมาก่อน ส่วนจะไปเกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานีหรือไม่ ระบุว่า ยังไม่พบความเชื่อมโยง อยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ
Advertisement