
นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังเข้ายืนยันจุดกล้องวงจรปิดในคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม” นิดา พัชรวีระพงษ์ ว่า ตนได้ติดตามรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิดมาตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 2565 ไล่ตรวจสอบเส้นทางการเดินเรือตั้งแต่บริเวณบ้านพัก ไปจนถึงสะพานพระราม 8 ครอบคลุมทั้งเส้นทางขาไปและขากลับ โดยสามารถรวบรวมภาพจากกล้องในหลายจุดได้จำนวนมาก ก่อนส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใช้ประกอบการตรวจสอบ
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันคดีหลักได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยคดีของนายตนุภัทร หรือ “ปอ” และนายไพบูลย์ หรือ “โรเบิร์ต” มีคำพิพากษาไปแล้ว ส่วนคดีของจำเลยอีก 4 คน ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ขณะที่คดีที่ดีเอสไอกำลังดำเนินการอยู่ เป็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในวันนี้คณะพนักงานสอบสวนได้นำตนมาชี้จุดกล้องวงจรปิดที่มีความสำคัญต่อรูปคดี
ทั้งนี้ กล้องจุดแรกบริเวณท่าเรือเทวราชกุญชร สามารถตรวจนับจำนวนบุคคลบนเรือได้ 5 คน ขณะที่กล้องอีกจุดหนึ่งบริเวณทางโค้ง ซึ่งได้รับมาจากกรมเจ้าท่า ก็ปรากฏภาพเงาบุคคลบนหัวเรือและบุคคลอื่นภายในเรือ รวมแล้วประมาณ 5 คนเช่นกัน
นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ภาพจากกล้องบริเวณใต้สะพานซังฮี้ ซึ่งเดิมเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากล้องได้รับความเสียหายจากเหตุเรือชนสะพาน แต่ภายหลังสามารถหากล้องอีกตัวหนึ่งมาได้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ก่อนเรือแล่นลอดใต้สะพาน มีลักษณะคล้ายมีบุคคลนั่งอยู่บริเวณท้ายเรือ ตามที่ปรากฏในสำนวนเดิม แต่หลังเรือลอดสะพานกลับไม่ปรากฏบุคคลอยู่บริเวณดังกล่าว ภาพดังกล่าวตนได้ส่งมอบให้คณะพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2565 แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีกล้องจากบริเวณท่าเรือพิบูลสงครามและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งตนใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้รับภาพดังกล่าวมา โดยต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน รวมถึงระดับผู้บริหารกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ก่อนจะสามารถรวบรวมภาพทั้งหมดส่งมอบให้ดีเอสไอได้ครบถ้วน
นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า หลักฐานจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดเป็นหลักฐานทางราชการที่มีความน่าเชื่อถือ และเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการประกอบสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าจะรับดำเนินการเองหรือส่งบางส่วนกลับมาให้ดีเอสไอดำเนินการต่อ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดหลักฐานสำคัญดังกล่าวจึงไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนเดิม นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ หลักฐานบางส่วนไม่ได้อยู่ในสำนวนการสอบสวน และแผ่นซีดีที่เกี่ยวข้องกับกล้องวงจรปิดบางส่วนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม ตนได้จัดเก็บต้นฉบับไว้ครบถ้วนจำนวน 4 ชุด และมอบให้ดีเอสไอไว้แล้วชุดหนึ่ง
ส่วนกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการกันพยานหลักฐานสำคัญออกจากสำนวนหรือไม่นั้น นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หากนำภาพจากกล้องใต้สะพานซังฮี้เข้ามาประกอบการพิจารณา อาจส่งผลกระทบต่อข้อสรุปในสำนวนเดิมได้ แต่ตนไม่ทราบว่าเป็นความบกพร่องของผู้ใด และไม่ต้องการกล่าวหาใครเป็นการเฉพาะ
“ผมเชื่อว่าคดีนี้ยังมีเงื่อนงำ และรอคอยความกระจ่างมานานกว่า 4 ปี 3 เดือนแล้ว สิ่งที่ผมทำก็เพราะไม่อยากให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวด้วยว่า หากในอนาคตสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงใหม่จากหลักฐานกล้องวงจรปิดได้ ก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนที่จ่ายให้ตนในฐานะผู้แทนราษฎรตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการคือ “ความยุติธรรมที่เท่าเทียม”
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้ทำหน้าที่ในส่วนของตนอย่างเต็มที่แล้ว และขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของดีเอสไอและ ป.ป.ช. ต่อไป พร้อมยืนยันว่าหลักฐานกล้องวงจรปิดที่รวบรวมได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นหลักฐานทางราชการที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
“ผมยังเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมมีอยู่จริง และหวังว่าความจริงจะปรากฏ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับแตงโม ครอบครัวของเธอ และประชาชนคนไทยทุกคน” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
Advertisement