
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงบทเรียนจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้เห็นว่า การสร้างความมั่นคงของพื้นที่ไม่อาจพึ่งพากำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน
พ.อ.ภาสกร ปลอดในเมือง รองผู้บังคับการกรมพัฒนาที่ 2 กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า แนวพระราชดำริ “การพัฒนาเพื่อป้องกัน” และหลัก “ยุทธศาสตร์การต่อสู้เบ็ดเสร็จ” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นให้การป้องกันประเทศดำเนินควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงจากฐานรากอย่างยั่งยืน กำลังได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด ภายใต้พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จนเกิดเป็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรัก ตั้งแต่จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี
“จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดการขับเคลื่อนแผนพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การขยายระบบไฟฟ้า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและระบบโทรคมนาคม ตลอดจนการยกระดับความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และมีกองทัพภาคที่ 2 เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ยังเป็นพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ และการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนชายแดนเพิ่มขึ้น“พ.อ.ภาสกร กล่าว
ด้านดร.สมหมาย วันสอน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบัณฑิตคืนถิ่น บ้านซำม่วง ตำบลซำ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า แผนพัฒนาดังกล่าวจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้คนรุ่นใหม่ที่เคยออกไปทำงานต่างถิ่น มีโอกาสกลับมาสร้างงาน สร้างอาชีพ และร่วมพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
การพัฒนาที่เกิดขึ้นตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรักในวันนี้ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการก่อสร้างสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น หากแต่เป็นการวางรากฐานความมั่นคงในระยะยาว ตามแนวพระราชดำริ “การพัฒนาเพื่อป้องกัน” ที่มุ่งเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนจากแนวเผชิญหน้า ให้กลายเป็นแนวแห่งโอกาส ความหวัง และการพัฒนาที่เติบโตไปพร้อมกับประชาชนอย่างยั่งยืน
Advertisement