
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งเมื่อวันอังคาร (19 พฤษภาคม) ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทั้งในแง่ของ "ขนาดพื้นที่และอัตราความเร็ว" ในการแพร่เชื้อ พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้อาจลากยาวกว่าที่คิด
ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุข DRC เผยยอดผู้เสียชีวิตขยับเพิ่มเป็น 136 ราย ขณะที่พบผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งสูงถึง 543 รายแล้ว ล่าสุด สหประชาชาติได้ประกาศยกระดับให้การระบาดของไวรัสอีโบลาในพื้นที่ภาคตะวันออกของคองโก เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย
ความท้าทายสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มีทั้งวัคซีนและแนวทางการรักษาที่เป็นทางการสำหรับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดระลอกนี้
Spotlight พาย้อนดูสถิติการระบาดของไวรัสดังกล่าว และขณะนี้ WHO ควบคุมการระบาดอย่างไรบ้าง
หากย้อนดูสถิติในอดีต ไวรัสอีโบลาเคยคร่าชีวิตผู้คนในทวีปแอฟริกาไปแล้วมากกว่า 15,000 รายในช่วงเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ในเวลานี้ มีภาพของคนงานพร้อมจอบและเครื่องมือเร่งขุดปรับพื้นที่เพื่อรื้อฟื้นศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาที่เคยถูกทิ้งร้างในเมืองโกมา ทางภาคตะวันออกให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
ฟิลิปป์ จาไมกา ผู้ควบคุมดูแลหน้างานระบุว่า "เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเททรายและจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสอีโบลาโดยตรง"
ขณะเดียวกัน ภาพข่าวในพื้นที่จาก WHO เผยให้เห็นว่า เวชภัณฑ์ฉุกเฉินจำนวนหลายตัน ซึ่งรวมถึงชุดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและเต็นท์สนาม ตลอดจนทีมผู้เชี่ยวชาญ ได้เดินทางเข้ามาถึงพื้นที่ระบาดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
เนื่องจากกลุ่มผู้ป่วยรายใหม่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตพื้นที่เข้าถึงยากและเป็นสมรภูมิความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน ส่งผลให้มีตัวอย่างผู้ป่วยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการ ตัวเลขรายงานส่วนใหญ่จึงยังเป็นสถิติที่อิงจากกลุ่มผู้ที่มีอาการเข้าข่ายต้องสงสัย
ซามูเอล โรเจอร์ คัมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของคองโก แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันอังคารว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตที่คาดว่าจะเกี่ยวพันกับอีโบลาแล้ว 136 ราย และมีเคสต้องสงสัยอีกราว 543 ราย พร้อมเรียกร้องความช่วยเหลือจากประชาคมโลกเป็นการด่วนเพื่อร่วมยับยั้งวงจรการระบาด
ด้าน เทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ระบุว่า ตนมีความ "กังวลใจอย่างลึกซึ้งต่อขนาดและความรวดเร็วของโรคระบาดครั้งนี้" ขณะที่ตัวแทน WHO ประจำ DRC เปิดเผยว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณานำวัคซีนทดลองที่มีชื่อว่า เออร์เวโบ (Ervebo) เข้ามาใช้
อย่างไรก็ดี แอนน์ แอนเซีย (Anne Ancia) ระบุว่า กระบวนการจัดเตรียมวัคซีนให้พร้อมใช้อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน โดยเธอกล่าวเสริมว่า "ฉันไม่คิดว่าเราจะสามารถปิดฉากการระบาดครั้งนี้ลงได้ภายในระยะเวลาแค่สองเดือน"
ทั้งนี้ วัคซีนที่มีการพัฒนาสำเร็จและพร้อมใช้งานในปัจจุบัน รองรับเฉพาะสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เคยระบาดรุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้เท่านั้น ในขณะที่สายพันธุ์บุนดิบูเกียวที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ เคยสร้างความเสียหายในยูแกนดาเมื่อปี 2007 และใน DRC เมื่อปี 2012 โดยมีสถิติอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 30 ถึง 50
ที่โรงพยาบาลในเมืองรวามพารา (Rwampara) ทางตะวันเฉียงเหนือของจังหวัดอิตูรี (Ituri) ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการระบาดใกล้ตะเข็บชายแดนประเทศยูแกนดาและเซาท์ซูดาน การดำเนินงานช่วยเหลือยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวก็ตาม
พื้นที่รองรับและตรวจรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลมีเพียงสายพลาสติกธรรมดา ๆ เส้นเดียวกั้นเขตเอาไว้เท่านั้น
ซาลามา บามูโนบา ตัวแทนจากองค์กรเยาวชนในท้องถิ่นสะท้อนความจริงกับสำนักข่าว AFP ว่า "พวกเราต้องขุดหลุมศพและฝังร่างผู้เสียชีวิตโดยที่ไม่มีทั้งถุงมือหรือเครื่องป้องกันใด ๆ เลย พวกเราทำงานกันบนความเสี่ยงที่สูงมาก อีกทั้ง จำนวนผู้ป่วยขยับไปแตะเกือบ 100 รายแล้ว แต่เรากลับไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมในการคัดกรองและแยกกักโรคผู้ป่วยต้องสงสัยเลยจนกระทั่งถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา"
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสาธารณสุขคองโก ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่ากำลังมีการทยอยจัดส่งเครื่องไม้เครื่องมือเข้าไปเพิ่ม โดยกล่าวว่า "เรามีอุปกรณ์ทุกอย่างที่บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้เตรียมพร้อมไว้แล้ว"
สำหรับสถิติการระบาดของอีโบลาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ DRC เกิดขึ้นในช่วงปี 2018 ถึง 2020 ซึ่งครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 2,300 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดราว 3,500 ราย
ทั้งนี้ พื้นที่ทางตะวันออกของประเทศถือเป็นแหล่งทำเหมืองทองคำขนาดใหญ่ที่มีประชากรเดินทางเข้าออกและหมุนเวียนในภูมิภาคอยู่ตลอดเวลา ซ้ำร้ายพื้นที่ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการปะทะกันของกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นมาเป็นเวลานานหลายปี
ปัจจุบัน เชื้อไวรัสได้แพร่กระจายลามไปสู่จังหวัดข้างเคียง รวมถึงเล็ดลอดข้ามพรมแดนจาก DRC เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูแกนดาแล้ว วิกฤตการณ์อีโบลาในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 17 ที่เกิดขึ้นในประเทศแถบแอฟริกากลางที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่และมีประชากรหนาแน่นกว่า 100 ล้านคนแห่งนี้
ฝั่งสำนักประธานาธิบดีคองโกเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประธานาธิบดี เฟลิกซ์ ชิเซเคดี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร ขอให้ประชาชนทุกคนตื่นตัวแต่ประคองความ "สงบ" และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด
คัมบากล่าวเพิ่มเติมว่า มีรายงานพบเคสต้องสงสัยในย่านศูนย์กลางการค้าของเมืองบูเทมโบ จังหวัดคีวูเหนือ ซึ่งห่างจากจุดศูนย์กลางของการระบาด (Ground Zero) ออกไปราว 200 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบผู้ติดเชื้ออีกหนึ่งรายในเมืองโกมา เมืองหลวงของจังหวัดคีวูเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เพิ่งถูกกลุ่มนักรบ M23 เข้ายึดครองเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว
นพ. เดนิส มุคเวเก แพทย์ชาวคองโกผู้เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2018 จึงได้ออกมาร้องเรียนไปยังกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการหนุนหลังโดยรวันดากลุ่มนี้ ให้ยอมเปิดสนามบินประจำเมืองอีกครั้ง เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมและต่อสู้กับโรคระบาดได้สะดวกขึ้น
เนื่องจากเส้นแบ่งแนวรบระหว่างกองกำลังต่อต้านรัฐบาลและกองทัพฝ่ายรัฐบาลนั้น พาดตัดผ่านพื้นที่จังหวัดคีวูเหนือและจังหวัดคีวูใต้ที่อยู่ติดกันพอดี
ด้านฟรองซัวส์ มอเรยง (Francois Moreillon) ตัวแทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ใน DRC ให้สัมภาษณ์กับ AFP ระบุว่า "การเข้าถึงพื้นที่เพื่อส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงการประสานงานระหว่างกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งในสงคราม น่าจะเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการกู้วิกฤตครั้งนี้" เขาเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายช่วยเปิดทาง เข้าใจข้อจำกัด และร่วมมือประสานงานด้านมนุษยธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ขณะเดียวกัน ทางการของประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดาแถลงว่า ตรวจพบผู้ป่วยอีโบลาในประเทศแล้ว 2 ราย โดยเป็นเคสยืนยันติดเชื้อ 1 ราย และเสียชีวิตแล้ว 1 ราย ซึ่งทั้งคู่เป็นชาวคองโกที่ลักลอบเดินทางข้ามแดนเข้ามา
ส่วนที่ประเทศเยอรมนีได้แถลงเมื่อวันอังคารว่า กำลังเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับตัวและรักษาแพทย์ชาวอเมริกันรายหนึ่ง สังกัดองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) คริสเตียนของสหรัฐฯ ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสนี้ในระหว่างปฏิบัติงาน
ด้านรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกระดับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารทางอากาศที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศเสี่ยงทันที และสั่งระงับการให้บริการด้านวีซ่าเป็นการชั่วคราว พร้อมกันนี้ ยังได้ออกประกาศเตือนพลเมืองอเมริกันให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศ DRC, เซาท์ซูดาน รวมถึงยูกันดา และขอให้ทบทวนความจำเป็นหากคิดจะเดินทางไปยังประเทศรวันดาในช่วงนี้