
(2 ก.ย. 2569) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงข่าวกรณีการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวงร่วมชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และประเด็นด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง
นายชัชชาติ กล่าวว่า หลังจากที่มีข่าวการตั้ง Data Center ใกล้กับโรงพยาบาลพระราม 9 และปัญหาการเก็บน้ำมัน ทางกทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้ย้ำชัดไม่ได้ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติม เรื่องการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อนแล้ว ส่วนกรมธุรกิจพลังงานก็ไม่อนุญาตให้มีการสำรองน้ำมันเพิ่มเติม และหยุดการออกใบอนุญาตทุกอย่างเช่นกัน
สำหรับ Data Center คือ ศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล เป็นระบบให้บริการคลาวด์ (Cloud) ภายในบริษัทเอง ซึ่งในกรุงเทพฯ มีอยู่ประมาณ 30 - 40 แห่ง ซึ่งมีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป เริ่มมี Data Center ขนาดใหญ่ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้บริการแก่หน่วยงานอื่นๆ อย่างช่วงปี มีการยื่นขออนุญาต 2564 - 2565 จำนวน 6 แห่ง ได้รับอนุญาตไป 3 แล้ว ส่วนอีก 3 แห่ง ตอนนี้สั่งให้หยุดและทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
ปัจจุบันมีข้อกังวลเกี่ยวกับ Data Center ที่ กทม. รับผิดชอบอยู่ประมาณ 4 เรื่อง คือ กฎหมายเดิมไม่เคยมีการระบุนิยามของ Data Center ไว้ หากมาขออนุญาตก็มักแจ้งเป็นลักษณะคลังสินค้า ด้านผังเมืองก็ไม่ต้องทำรายงาน EIA ส่วนด้านอุตสาหกรรมก็ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน ปัจจุบันจึงต้องทบทวนรายละเอียดเพื่อปรับปรุงใหม่ เช่น ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้เริ่มปรับนิยามของ Data Center เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น
เรื่องที่ 2 คือการใช้ไฟฟ้า Data Center แต่ละแห่งมีขนาดต่างกัน ในกรุงเทพฯ มีขนาดอยู่ระหว่าง 20 กว่าเมกะวัตต์ แต่หากเป็นต่างจังหวัดอาจสูงถึงหลายร้อยเมกะวัตต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้านครหลวง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ใช้งานจริงเพียง 8 เมกะวัตต์ จึงไม่กระทบต่อประชาชน และ เมื่อเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานในธุรกิจขนาดใหญ่ถือว่าน้อยมาก เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรือองค์กรใหญ่ๆ ใช้ไฟฟ้าถึง 100 เมกะวัตต์ ส่วนการขออนุญาตก็มีมาตรฐานการเชื่อมต่อและความปลอดภัยยืนยันว่าปลอดภัยทุกอย่าง
นายชัชชาติ ย้ำว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ใช้ไฟแค่ประมาณ 20 เมกะวัตต์เท่านั้น ไม่เหมือนในพื้นที่ EEC ใช้ไฟฟ้าเยอะกว่านี้
ส่วนที่สามคือเรื่องน้ำที่ใช้หล่อเย็น ซึ่งตัวแทนการประปานครหลวง ชี้แจงว่า Data Center รายใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ ปัจจุบันใช้น้ำเฉลี่ยเดือนละ 7,800 ลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับสถานประกอบการอื่น เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ใช้น้ำ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าใช้เดือนละ 30,000 - 40,000 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อการใช้น้ำของประชาชน
อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ ระบุว่า แม้ปัจจุบันจะไม่มีผลกระทบต่อการใช้น้ำของประชาชนอย่างมีนัยยะ แต่ในอนาคต ต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอหรือไม่
ขณะเดียวกันเรื่องปัญหาของน้ำเสียจากการหล่อเย็นจากการตรวจสอบก็พบว่าไม่ได้มีการปล่อยมลพิษลงสู่แหล่งน้ำ น้ำที่ใช้บางส่วนก็นำกลับมาใช้ใหม่ เช่น นำไปรดน้ำต้นไม้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมอนิเตอร์ต่อไปว่าจะมีการใช้น้ำที่อุณหภูมิสูงขึ้นหรือไม่
ส่วนอีกปัญหาคือเรื่องของการสะสมน้ำมันเพื่อใช้สำรองในการปั่นไฟ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมธุรกิจพลังงาน กฎหมายระบุว่า หากเก็บไว้ใช้เองไม่เกิน 500,000 ลิตร ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นคลังน้ำมัน
ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า มีการขออนุญาตติดตั้งถังน้ำมันในช่วงปี 2564 - 2567 เพื่อใช้สำหรับกรณีไฟฟ้าฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการลงมาแล้วว่า กรณีที่จะขอคลังน้ำมันเพื่อสำรองไว้ปั่นไฟฉุกเฉินใน Data Center ใหม่ ให้ชะลอไว้ก่อน ระหว่างรอตั้งบอร์ด Data Center ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ
ส่วนที่อนุญาตไปแล้ว ตอนนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น กรณีที่รามคำแหง 28 มีข่าวว่าเก็บน้ำมันถึง 400,000 ลิตร แต่ในข้อเท็จจริงตามใบอนุญาตไม่ได้อนุญาตให้เก็บมากขนาดนั้น หากพบว่ามีการเก็บจริง เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีฐานลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วน Data Center ที่พระราม 9 ทั้ง กทม. และกรมธุรกิจพลังงานยังไม่ได้อนุมัติใบอนุญาตใดๆ
ขณะที่ประเด็นการตั้ง Data Center อยู่ใจกลางเมือง นั้น นายชัชชาติ บอกว่าเป็นเพราะในเมืองมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทั้งระบบน้ำระบบไฟและบุคลากร รวมถึง มีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ที่รับส่งสัญญาณได้เร็ว อย่างที่ไปตั้งแถวพระราม 9 เยอะเพราะมีไฟเบอร์ออปติกหนาแน่น ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูง ประกอบกับ อยู่ใกล้ลูกค้าที่สุดด้วย
ส่วนกรณีที่มีการก่อสร้างไปแล้วอยู่ในพื้นที่ชุมชน ที่ผังเมืองยังไม่รองรับนั้น นายชัชชาติบอกว่า ผังเมืองเป็นเรื่องของการวางแผนในอนาคต แต่หากสร้างความเดือดร้อน สามารถใช้กฎหมายอื่น เข้าไปดำเนินการได้ทันทียอมรับว่าที่ผ่านมามีช่องโหว่ เพราะ Data Center เดิมตั้งอยู่ในอาคารสำนักงาน แต่พอเปลี่ยนมาเป็น แบบ Standalone ขอตั้งขนาดใหญ่ จึงไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่าจะจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด เนื่องจากไมใช่สำนักงาน ไม่มีคนนั่งทำงานประจำ ไม่มีที่จอดรถพนักงาน หลังจากนี้ จึงต้องปรับมาตรฐานกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ บอกว่า หากเกิดปัญหาเฉพาะหน้า หรือเกิดเหตุเหตุฉุกเฉิน ก็ต้องสั่งหยุดดำเนินการไว้ก่อน ซึ่งทุกฝ่ายปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ส่วนในภาพรวม เรื่องมาตรฐาน EIA และกฎหมายการก่อสร้างอาคารหลังจากนี้ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และอาจต้องคาดการณ์ล่วงหน้าให้ครอบคลุมรอบด้านยิ่งขึ้นด้วย
Advertisement