
(11 ก.ย. 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโพสต์จดหมายเปิดใจเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 ถึงเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดความสงบ เพราะประชาชนทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้มา 20 กว่าปีแล้ว งบประมาณเราก็ใช้ไป 5 แสนกว่าล้านบาท มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายพันคน ถ้าเราไม่ทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้นหรือยุติได้ ให้เกิดความสันติสุขอย่างถาวร บ้านเมืองเราก็ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้
ซึ่งเหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในพื้นที่ แต่กระทบถึงทั่วประเทศด้วย ทำให้ความเชื่อมั่นชาวต่างชาติ ทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวประเทศไทยต้องชะงัก สิ่งเหล่านี้แม้มันจะยากลำบาก แต่เราต้องพูดให้เป็นภาษาเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันให้เกิดสันติสุขให้ได้ ตนยังมีความเชื่อมั่นในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าหากให้โอกาสทุกคนได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในปี 70 ตามยุทธศาสตร์น่าจะเกิดความสันติสุขได้ นี่เป็นความหวัง ทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า 20 ปี อะไรมันพิสูจน์ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรที่จะก่อเกิดสันติสุขได้ เราควรรีบ เพราะเราเสียเวลามาเยอะแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นส่วนตัวไม่ตรงกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ตรง ในคณะเจรจาเราเพิ่งจะเริ่มทำงาน ฉะนั้น ความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน ต้องปรับให้ไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องให้ตรงกันทีเดียว แต่ต้องปรับให้ไปในทิศทางที่จะเกิดสันติสุขให้ได้ ขณะนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน เพิ่งประชุมไปได้แค่ 2 ครั้ง แต่ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ทำยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนขึ้นมา มีคณะทำงานแต่ละด้านขึ้นมา ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปที่กำลังจะนัดหมายนั้นก็น่าจะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น
เมื่อถามว่า ในช่วงท้ายจดหมายเปิดใจมีการกล่าวถึงประชาชาติ แสดงถึงแรงกระเพื่อมภายในพรรคหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคอาจจะถามว่าพรรคประชาชาติจะต้องเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกพรรคและของประชาชน หากพรรคการเมืองจะเดินได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะนำพรรคคือ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ทุกคน เพียงแต่ตนสื่อให้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องเดินหน้าต่อไป ย้ำว่าอยู่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป
เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาชาติไม่ได้แตกกันใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีแตก เราเป็นพรรคที่ไม่ใหญ่ เป็นพรรคเล็กด้วยซ้ำไป เรามี สส.แค่ 5 คน มีกรรมการบริหารพรรค 10 กว่าคน ทุกคนก็มีหน้าที่ในพรรค ร่วมรัฐบาลก็ต้องร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่จะเดินหน้าเพื่อประชาชนต่อไป แม้ความเห็นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของ สส.และพรรคการเมือง แต่ทุกคนต้องทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สมัครสมานสามัคคีรัฐบาลก็เดินหน้าไปไม่ค่อยจะราบรื่น การที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน หมายความว่ารัฐบาลมีความแข็งแรงมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นและมีพลัง เราก็ทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาเยอะ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี ปรองดอง ร่วมมือ และต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง สร้างปัญหาให้พรรคประชาชาติหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวของ พ.ต.อ.ทวี แต่หากเป็นความเห็นของพรรคจะต้องมาจากที่ประชุมพรรค สส.ทุกคนยังคงยึดมั่นแนวทางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ความเห็นของ สส.แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้าง ตนไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้อยู่ในสภา แต่ได้รับรายงานจาก สส.ของพรรคว่าทุกครั้งที่มาประชุมร่วมกันและมีมติไปในทิศทางเดียวกันคือ โหวตไปในทิศทางที่เป็นมติวิปรัฐบาล ไม่มีใครแตกแถว
เมื่อถามอีกว่า มีข่าวถึงขั้นว่า จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชาติจริงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคต้องมีการประชุมใหญ่ของพรรค ตนคิดว่า พ.ต.อ.ทวี รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และ สส. ยังทำงานได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประชุมที่จะต้องประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นอกจากว่า จะมีสถานการณ์ใดพิเศษก็ยังมีการประชุมวิสามัญตลอดเวลา
Advertisement