
หลังวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอของเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway) ให้เกร็ก อาเบล (Greg Abel) การบริหารเงินของ Berkshire ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ Berkshire นำเงินสดก้อนใหญ่ออกมาใช้ ทั้งซื้อหุ้นของตัวเองคืนและลงทุนในหุ้นบริษัทอื่น
ไตรมาส 2 ปี 2026 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 2 ของ Berkshire ภายใต้ซีอีโอใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะเงินสดในมือของ Berkshire ลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันก็กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้น หลังจากเป็นผู้ขายสุทธิต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส และยังมีดีลขนาดใหญ่ทั้งการเพิ่มการลงทุนใน Alphabet บริษัทแม่ของ Google และการเข้าซื้อ Taylor Morrison Home
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางผลประกอบการที่อ่อนแอ เพราะกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 16% มาอยู่ที่เกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจพลังงาน รถไฟ การผลิต บริการและค้าปลีก แม้ธุรกิจประกัน โดยเฉพาะ GEICO จะเผชิญแรงกดดันก็ตาม
เมื่อ Berkshire เริ่มนำเงินสดก้อนใหญ่ที่สะสมมานานออกมาใช้ จึงน่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณอะไร และนักลงทุนควรจับตาอะไรบ้างต่อจากนี้
ตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Berkshire ได้ชัดที่สุด คือ เงินสดของ Berkshire ณ สิ้นไตรมาส 2 ลดลงมาอยู่ที่ 365,500 ล้านดอลลาร์ จาก 397,400 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า หรือลดลงประมาณ 8% ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญครั้งแรกหลังจากบริษัทสะสมเงินสดเพิ่มขึ้นมาหลายปี แต่หากใช้วิธีคำนวณที่ Berkshire มักให้ความสำคัญ โดยไม่นับเงินสดของ BNSF ธุรกิจรถไฟในเครือ และปรับด้วยรายการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (treasury bills) ที่ซื้อไว้แต่ยังไม่ได้ชำระเงิน ตัวเลขเงินสดจะอยู่ที่ 359,200 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3.8% จากไตรมาสก่อนหน้า
การลดลงของเงินสดส่วนหนึ่งเป็นผลจากการซื้อหุ้น Berkshire คืนประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 235 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก และถือเป็นการซื้อหุ้นคืนรายไตรมาสที่มีมูลค่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 โดยก่อนหน้านี้ Berkshire ไม่ได้ซื้อหุ้นของตัวเองคืนเลยตั้งแต่ปี 2024 จนกลับมาเริ่มอีกครั้งในไตรมาสแรกของปีนี้
การซื้อหุ้นคืน หรือ share buyback คือการที่บริษัทนำเงินไปซื้อหุ้นของตัวเองกลับจากตลาด ทำให้จำนวนหุ้นที่มีอยู่ในระบบลดลง หากซื้อในช่วงที่ฝ่ายบริหารมองว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็อาจช่วยเพิ่มมูลค่าต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นที่ยังถือหุ้นอยู่ โดยก่อนหน้านี้ อาเบลกล่าวว่า Berkshire กลับมาซื้อหุ้นคืน เพราะฝ่ายบริหารเห็นว่า intrinsic value หรือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น Berkshire สูงกว่าราคาที่ตลาดซื้อขายอยู่
ถึงแม้จะซื้อหุ้นคืนแล้ว ตัวเลขผลตอบแทนของหุ้น Berkshire ยังสะท้อนว่าตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเต็มที่ โดยราคาหุ้น Class B เพิ่มขึ้นประมาณ 3.8% นับจากต้นปี ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้นประมาณ 13%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 4,500 ล้านดอลลาร์ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์บางรายคาดไว้ โดยไบรอัน เมอเรดิท (Brian Meredith) นักวิเคราะห์จาก UBS เคยประเมินว่า Berkshire อาจซื้อหุ้นคืนประมาณ 8,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Barron’s ประเมินกรอบไว้ราว 5,000-11,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น แม้การซื้อหุ้นคืนจะเร่งตัวขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงระดับสูงสุดตามคาดการณ์บางส่วน
นอกจากซื้อหุ้นตัวเองคืนแล้ว Berkshire ยังกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นด้วย โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ มีการซื้อหุ้นมากกว่าขายประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากเป็นผู้ขายสุทธิติดต่อกันถึง 14 ไตรมาส การเปลี่ยนจากการขายหุ้นออกมาเป็นการนำเงินกลับเข้าตลาดเป็นอีกสัญญาณสำคัญของการจัดสรรเงินทุน หรือ capital deployment ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจว่าจะนำเงินของบริษัทไปใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนในรูปแบบใด
เงินลงทุนก้อนดังกล่าวรวมถึงการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ใน Alphabet บริษัทแม่ของ Google เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ Alphabet กลายเป็นหนึ่งใน 5 หุ้นที่ Berkshire ถือครองมากที่สุด ณ สิ้นไตรมาส 2 และอีกดีลสำคัญ คือ การใช้เงิน 6,800 ล้านดอลลาร์เข้าซื้อ Taylor Morrison Home บริษัทรับสร้างบ้านในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นดีลที่สะท้อนการลงทุนในธุรกิจที่ Berkshire มองเห็นมูลค่า โดยธุรกรรมนี้ปิดดีลในไตรมาส 3
ขณะที่การใช้เงินสดจะเป็นประเด็นใหญ่ของไตรมาส ผลการดำเนินงานของ Berkshire ก็ออกมาในทิศทางที่แข็งแรง และดึงดูดความสนใจได้เช่นกัน กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16% จาก 11,160 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 12,980 ล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจการผลิต บริการและค้าปลีกมีส่วนสำคัญต่อการเติบโต เช่นเดียวกับธุรกิจพลังงานและรถไฟ
กำไรของกลุ่ม Manufacturing, Service and Retailing เพิ่มขึ้น 24% มาอยู่ที่ประมาณ 4,470 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจพลังงาน Berkshire Hathaway Energy มีกำไรเพิ่มขึ้น 27% เป็น 891 ล้านดอลลาร์ ส่วน BNSF ธุรกิจรถไฟ มีกำไรเพิ่มขึ้น 6.3% เป็นประมาณ 1,560 ล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น
ด้านธุรกิจประกันกลับเป็นจุดอ่อนของไตรมาส กำไรจากการรับประกันภัย หรือ underwriting profit ของกลุ่มประกันลดลง 13% เหลือ 1,730 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้จากการลงทุนของธุรกิจประกันลดลง 9% เหลือ 3,060 ล้านดอลลาร์ โดย GEICO ซึ่งเป็นธุรกิจประกันรถยนต์หลักของ Berkshire มีกำไรจากการรับประกันภัยลดลงถึง 45% เหลือ 994 ล้านดอลลาร์
เคที ไซเฟิร์ท (Cathy Seifert) นักวิเคราะห์จาก CFRA Research ชี้ว่า ผลงานของ GEICO แตกต่างจากบริษัทรับประกันภัยบางแห่งที่แม้จะเผชิญการแข่งขันด้านยอดขาย แต่ยังสามารถทำกำไรจากการรับประกันภัยได้ดี ขณะที่การลดลงของ GEICO มีขนาดมากพอที่จะหักล้างการเติบโตจากธุรกิจประกันและรับประกันภัยต่ออื่น ๆ ทำให้ผลกำไรจากการรับประกันภัยของกลุ่มประกันโดยรวมลดลง
น่าสนใจว่าการเร่งนำเงินสดออกมาใช้ของ Berkshire Hathaway ในช่วงเริ่มต้นยุคเกร็ก อาเบล กำลังส่งสัญญาณอะไรเกี่ยวกับทิศทางของบริษัท และมีความหมายต่อผู้ถือหุ้นมากน้อยแค่ไหน อย่างไร และที่สำคัญ คือ การซื้อหุ้นคืนและการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นครั้งนี้จะเป็นเพียงจังหวะหนึ่ง หรือสะท้อนแนวทางการจัดสรรเงินทุนของ Berkshire ในยุคใหม่
เคที ไซเฟิร์ท จาก CFRA Research มองว่า การซื้อหุ้นคืนของ Berkshire มีความหมายมากกว่าการนำเงินสดออกมาใช้ เพราะผู้ถือหุ้นน่าจะมองการเคลื่อนไหวนี้ในเชิงบวก และยังเป็นวิธีที่อาเบลใช้แสดงบทบาทของตัวเองในฐานะผู้นำคนใหม่ของ Berkshire
ขณะที่มาเคร ไซก์ส (Macrae Sykes) จาก Gabelli Funds มองว่า การซื้อหุ้นคืนในระดับที่มีนัยสำคัญช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ถือหุ้น เพราะสะท้อนว่าผู้บริหารซึ่งมีชื่อเสียงด้านการจัดสรรเงินทุนมองว่าหุ้น Berkshire มีมูลค่าน่าสนใจในระดับราคาปัจจุบัน มุมมองนี้สอดคล้องกับเหตุผลของอาเบลที่บอกก่อนหน้านี้ว่า Berkshire กลับมาซื้อหุ้นตัวเอง เพราะมองว่ามูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาตลาด
ไซก์สยังมองภาพรวมของ Berkshire ในยุค Abel ในเชิงบวก โดยระบุว่า แม้บรรยากาศในอุตสาหกรรมประกันจะยากขึ้น แต่ Berkshire ก็ยังสามารถสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในปีแรกที่อาเบลเข้ารับตำแหน่ง CEO
หลังจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามว่า Berkshire จะเดินหน้าใช้เงินสดมากน้อยแค่ไหนอย่างไร หลังจากเงินสดในมือลดลงมาอยู่ที่ 365,500 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 โดยเฉพาะสัดส่วนระหว่างการซื้อหุ้น Berkshire คืน การลงทุนในหุ้นอื่น และการถือครองสินทรัพย์ระยะสั้น หากการใช้เงินยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็จะทำให้เห็นชัดขึ้นว่าแนวทางการจัดสรรเงินทุนของบริษัทภายใต้การบริหารของเกร็ก อาเบล จะเดินไปในทิศทางไหน
สำหรับการซื้อหุ้นคืน ต้องจับตาว่า Berkshire จะรักษาระดับการซื้อไว้ต่อเนื่องหรือไม่ หลังไตรมาส 2 ใช้เงินไปประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 235 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก
ด้านการลงทุนในตลาดหุ้น นักลงทุนจะได้เห็นภาพชัดขึ้นเมื่อ Berkshire เปิดเผยรายละเอียดพอร์ตการลงทุนไตรมาส 2 เพราะ Berkshire กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิราว 20,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากเป็นผู้ขายสุทธิมา 14 ไตรมาสติดต่อกัน โดยเฉพาะ Alphabet ที่ Berkshire ลงทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ และขึ้นมาเป็นหนึ่งใน 5 หุ้นใหญ่ที่สุดของพอร์ตแทน Chevron ณ สิ้นไตรมาส
ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของธุรกิจหลักก็ยังเป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะธุรกิจประกันที่ผลกำไรจากการรับประกันภัยลดลง 13% แม้ธุรกิจพลังงาน รถไฟ การผลิต บริการและค้าปลีกจะยังเติบโตได้ดี
อ้างอิง : Bloomberg, CNBC [1], CNBC [2], Yahoo Finance