Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
น้ำท่วมรอบนี้ หุ้นกลุ่มไหนเจอผลกระทบ-ได้ประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

น้ำท่วมรอบนี้ หุ้นกลุ่มไหนเจอผลกระทบ-ได้ประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน ?

28 ก.ย. 69
12:52 น.
แชร์

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียงเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน กระทบการเดินทาง การดำเนินชีวิต และการดำเนินงานของร้านค้าในบางพื้นที่ ขณะที่ตลาดหุ้นเริ่มจับตาว่าสถานการณ์จะลุกลามจนกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือไม่ รวมถึงผลกระทบต่อหุ้นในแต่ละกลุ่มธุรกิจที่อาจแตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม มุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งประเมินตรงกันว่า หากสถานการณ์ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เมืองและคลี่คลายได้ในระยะสั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่น้ำท่วมเข้าไปถึงนิคมอุตสาหกรรมและกระทบต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง

สิ่งที่ต้องติดตามอยู่ที่ระยะเวลาของน้ำท่วมและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพราะหากน้ำลดลงได้ตามคาด การใช้จ่ายที่ชะลอจากปัญหาการเดินทางอาจกลับมาในรูปของการซื้อสินค้าจำเป็น การซ่อมแซมบ้าน และการเปลี่ยนสินค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่หากน้ำท่วมยืดเยื้อและกระทบพื้นที่อุตสาหกรรม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะเพิ่มขึ้น

แล้วน้ำท่วมรอบนี้ หุ้นกลุ่มไหนจะได้รับผลกระทบ กลุ่มไหนได้อานิสงส์ มากน้อยเพียงใด ขอชวนไปดูมุมมองจากนักวิเคราะห์กันต่อ

บัวหลวงชี้ค้าปลีก-ซ่อมแซมบ้านได้แรงหนุนระยะสั้น

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงมองว่า น้ำท่วมจะช่วยหนุนยอดขายค้าปลีกในระยะสั้น โดยเฉพาะจากการซื้อสินค้าจำเป็นล่วงหน้าและความต้องการซ่อมแซมหลังน้ำลด แต่ผลต่อกำไรของธุรกิจค้าปลีกน่าจะมีเพียงเล็กน้อย

กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น อย่าง CPALL, CPAXT, BJC และธุรกิจอาหารของ CRC มีโอกาสเห็นยอดขายสาขาเดิมเร่งตัวขึ้นชั่วคราว จากการที่ครัวเรือนเร่งซื้อสินค้าจำเป็นก่อนสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอดขายส่วนใหญ่เป็นเพียงการเลื่อนการซื้อจากอนาคตมาอยู่ในช่วงน้ำท่วม ขณะที่ปัญหาการเดินทางและโลจิสติกส์อาจหักล้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นบางส่วน

บัวหลวงระบุว่า หากยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 1% เป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะเพิ่มยอดขายสาขาเดิมทั้งปีเพียง 0.04% ซึ่งแทบไม่ส่งผลต่อประมาณการยอดขายสาขาเดิมและกำไรในปัจจุบัน

ส่วนกลุ่มค้าปลีกซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน อย่าง HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสได้แรงหนุนจากความต้องการซ่อมแซมและเปลี่ยนสินค้าหลังน้ำลด โดยประสบการณ์จากน้ำท่วมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความต้องการดังกล่าวสามารถหนุนยอดขายได้ประมาณ 1 เดือนหลังเกิดเหตุ และคาดว่ายอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 4/2569 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีไม่มีน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม บัวหลวงมองว่าอัปไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ของ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME ยังมีจำกัด เนื่องจากระดับน้ำโดยรวมครั้งนี้ยังไม่สูงมาก ทำให้ความเสียหายต่ออาคารและเฟอร์นิเจอร์มีจำกัด และคาดว่าการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมจะอยู่ในระดับไม่มากนัก

บัวหลวงห่วงน้ำท่วมกดดันไฟแนนซ์

ด้านกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงมองว่า น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออกและตะวันตก อาจกดดันลูกค้าบางส่วนจากรายได้ที่หยุดชะงักชั่วคราวและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนตัวลงและกระทบคุณภาพสินทรัพย์ในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม บัวหลวงประเมินว่าผลกระทบต่อแนวโน้มกำไรยังจำกัด โดย TIDLOR มีสัดส่วนจุดให้บริการในพื้นที่ดังกล่าวสูงสุด 45% ของจุดให้บริการทั้งหมด ตามด้วย MTC 36% และ SAWAD 28% และคาดว่าราว 10% ของสินเชื่อในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบ คิดเป็นประมาณ 5% ของพอร์ตสินเชื่อรวม TIDLOR, 4% ของ MTC และ 3% ของ SAWAD

บัวหลวงประเมินว่า ในกลุ่มลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ราว 20% อาจมีปัญหาในการชำระหนี้ชั่วคราวประมาณ 1 เดือน และบริษัทไฟแนนซ์อาจตั้งสำรองเพิ่มเติมเท่ากับ 10% ของสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบในไตรมาส 3/2569–4/2569 ซึ่งอาจทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ TIDLOR และ MTC มีดาวน์ไซด์ราว 2% และ SAWAD ราว 1%

อย่างไรก็ตาม บัวหลวงมองว่าน้ำท่วมครั้งนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงปลายปี 2568 อย่างมาก โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นระดับน้ำบางพื้นที่สูงเกือบ 3 เมตรและกินเวลานาน 5-6 วัน แม้มีความรุนแรง แต่อัตราการตั้งสำรองเฉลี่ยของผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเพิ่มขึ้นเพียงราว 11 bps ในไตรมาส 4/2568-ไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568

ดังนั้น บัวหลวงจึงมองว่าน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะทำให้คุณภาพสินทรัพย์อ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อย และกระทบแนวโน้มกำไรไม่มาก หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจากระดับปัจจุบัน

กรุงศรีชี้ค้าปลีก-ซ่อมแซมบ้านได้ประโยชน์หลังน้ำลด

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีมองว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อ SET จะอยู่ในระดับจำกัด โดยประเมินผลกระทบเชิงลบต่อดัชนีราว 0.25–0.5% ขณะที่กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นมีโอกาสได้ประโยชน์เล็กน้อยในระยะสั้น และกลุ่มซ่อมแซมบ้านและรับเหมาก่อสร้างมีโอกาสได้ประโยชน์ในระยะกลาง

CPALL มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการเร่งซื้อสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้บ้าน ขณะที่ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสได้ประโยชน์จากความต้องการซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ส่วน SCC และ TASCO มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการวัสดุสำหรับการซ่อมแซม

สำหรับกลุ่มรับเหมา บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีมองว่า หลังจากได้รับผลกระทบจากการเข้าทำงานในโครงการต่าง ๆ ที่อาจสะดุดระยะสั้นแล้ว มีโอกาสได้ประโยชน์หากภาครัฐเร่งลงทุนในโครงการต่าง ๆ มากขึ้น ขณะที่ขนส่งมวลชนมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการใช้รถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงน้ำท่วม และเป็นบวกหลังน้ำลด

กรุงศรีห่วงท่องเที่ยว-อสังหาฯ-การเงินรับแรงกดดัน

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีมองว่า กลุ่มท่องเที่ยวและการบินมีจิตวิทยาเป็นลบจากภาพน้ำท่วมที่เผยแพร่ออกไปต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพบริการที่ลดลงจากการขาดบุคลากร เช่น พนักงานบริการภาคพื้นสนามบิน โดยหุ้นที่ระบุ ได้แก่ AWC, ERW และ AOT

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงจากผู้บริโภคชะลอการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์โครงการในพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่ผู้ประกอบการอาจชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ส่วนกลุ่มประกันภัยต้องรับภาระการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์และบ้านเรือน

ด้านกลุ่มเช่าซื้อและธนาคารต้องติดตามผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ขณะที่ร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากอุปสรรคในการเดินทางออกนอกบ้าน

ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แม้ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีความเสี่ยงด้านจิตวิทยาจากการชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญของ EEC ซึ่งหุ้นที่ KSS ระบุ ได้แก่ AMATA และ WHA

บล.ฟิลลิปชี้ซ่อมสร้าง-ค้าปลีกมีจังหวะสะสม

บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า ระยะสั้นสถานการณ์น้ำท่วมเป็นลบต่อภาพรวมตลาด แต่เป็นจังหวะสะสมหุ้นกลุ่มซ่อมสร้าง ค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยหุ้นที่ฟิลลิประบุ ได้แก่ SCC, DCC, HMPRO, DOHOME, CRC, BJC, CPAXT และ CPALL ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมและการบริโภคหลังเกิดน้ำท่วม

ฟิลลิปประเมินว่า ความเสียหายครั้งนี้อาจจำกัดกว่าเหตุการณ์ปี 2554 เนื่องจากผลกระทบเกิดขึ้นในบริเวณตัวเมือง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังดำเนินการได้ตามปกติ ไม่เหมือนปี 2554 ที่น้ำท่วมเข้าไปถึงนิคมอุตสาหกรรม

ฟิลลิประบุว่า ตลาดยังจับตาความไม่แน่นอนของสถานการณ์ฝนและอุทกภัยในกรุงเทพฯ โดยมีโอกาสที่น้ำเหนือจะเข้ามาหนุนเพิ่มเติมในช่วงปลายสัปดาห์ ทำให้กรุงเทพฯ ยังเผชิญฝนตกหนักต่อไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จึงมองว่า ภาพรวมตลาดในระยะสั้นยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วม แม้จะประเมินว่าผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในครั้งนี้ยังจำกัดกว่าปี 2554

บล.โกลเบล็กชี้บริโภคจำเป็น-ซ่อมแซมมีโอกาสหลังน้ำลด

บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็กมองว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นลักษณะการสะดุดของกิจกรรมในระยะสั้น ก่อนที่ความสนใจจะเปลี่ยนไปสู่การบริโภคสินค้าจำเป็น การซื้อสินค้าทดแทน การซ่อมแซมบ้าน และการฟื้นฟูหลังน้ำลด

จากประสบการณ์น้ำท่วมในอดีตของไทย โกลเบล็กมองว่า น้ำท่วมระยะสั้นมักทำให้เกิดการเลื่อนเวลาการใช้จ่ายมากกว่าการทำลายความต้องการ โดยสินค้าจำเป็นยังมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าปรับปรุงบ้าน และงานซ่อมแซมมีโอกาสฟื้นตัวหลังน้ำลด

โกลเบล็กแนะนำ CPALL และ CPAXT จากความแข็งแกร่งของการบริโภคสินค้าจำเป็น และ HMPRO จากการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมและเปลี่ยนสินค้าในครัวเรือน นอกจากนี้ยังแนะนำ BDMS, TTB และ STECON โดย BDMS มีความสามารถในการมองเห็นกำไร ขณะที่ TTB เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและสินเชื่อรถยนต์ ส่วน STECON มีปัจจัยสนับสนุนจากงานในมือและการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

โกลเบล็กห่วงลามอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์เพิ่มความเสียหาย

โกลเบล็กมองว่า จุดสำคัญที่ต้องติดตาม คือ น้ำท่วมจะยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เมือง หรือขยายวงกว้างไปกระทบภาคการผลิตและโลจิสติกส์

กรณีความเสี่ยงด้านลบจะเพิ่มขึ้น หากน้ำท่วมยืดเยื้อและกระทบพื้นที่ปทุมธานี อยุธยา สมุทรปราการ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมและศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญ เพราะบทเรียนจากน้ำท่วมปี 2554 แสดงให้เห็นว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นเมื่อโรงงานและห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบ

ดังนั้น โกลเบล็กมองว่ากรณีฐานยังเป็นการเลื่อนการบริโภคชั่วคราว ก่อนกลับมาเป็นความต้องการซื้อสินค้าทดแทนและการซ่อมแซมหลังน้ำลด แต่หากน้ำท่วมขยายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและตลาดจะเพิ่มขึ้น

แชร์
น้ำท่วมรอบนี้ หุ้นกลุ่มไหนเจอผลกระทบ-ได้ประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน ?