
ลองคิดภาพตามว่าวันหนึ่งคุณสามารถซื้อหุ้นสหรัฐฯ ลงทุนกับบริษัทก่อนเข้าตลาด หรือถือครองส่วนหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงได้จากหน้าจอเดียวกัน คุณไม่ต้องเฝ้ารอให้ตลาดเปิด ไม่ต้องมีเงินก้อนใหญ่ในการลงทุน และไม่ต้องผ่านตัวกลางทางการเงินหลายชั้นเหมือนในอดีต ฟังดูไกลตัวใช่ไหมล่ะ แต่ความจริงแล้วโลกการเงินกำลังเคลื่อนเข้าใกล้จุดนั้นไวกว่าที่เราคิด
เส้นแบ่งระหว่างธนาคาร ตลาดหุ้น และโลกคริปโทกำลังเริ่มหายจางไป เทคโนโลยีอย่าง “Stablecoin” และ “Tokenization” กำลังถูกนำมาใช้เพื่อทำให้การโอนเงิน การซื้อขาย และการถือครองสินทรัพย์เกิดขึ้นได้ไวขึ้น ต้นทุนต่ำลง และเปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนได้มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มการเงินกำลังแข่งขันกันสร้างโลกที่ทุกอย่างสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นคริปโทเคอร์เรนซี สินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้แต่สินทรัพย์จากตลาดการเงินแบบเดิม
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อโครงสร้างของโลกการเงินกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนไทยจะคว้าโอกาสจากโลกใหม่นี้ได้อย่างไร? และประเทศไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับเกมการเงินที่กำลังถูกเขียนกติกาขึ้นใหม่?
Spotlight ได้มีโอกาสพูดคุยแบบ Exclusive กับคุณริชาร์ด เทง Co-CEO คนปัจจุบันของบริษัท Binance เลยจะพาไปดูกันว่าการมาถึงของ Stablecoin, Tokenization และตลาดการเงินที่ไม่เคยหลับไหลกำลังเปลี่ยนทั้งโอกาสของนักลงทุนไทย และตำแหน่งของประเทศไทยบนแผนที่การเงินโลกอย่างไรบ้าง
หากพูดถึง Binance ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจยังเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี และเมื่อพูดถึงคริปโทฯ คำถามที่ตามมาก็มักหนีไม่พ้นว่า
แต่สำหรับคุณริชาร์ด เขากลับมองต่างออกไป โดยเขามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมในเวลานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่กราฟราคาเพียงอย่างเดียว แต่โลกการเงินกำลังเข้าสู่ช่วงที่เส้นแบ่งระหว่างการเงินแบบดั้งเดิม หรือ TradFi กับโลกการเงินบนบล็อกเชนเริ่มเลือนหายไป ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเงียบๆ และมีความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงนี้คือ “Stablecoin”
“Stablecoin” มีความต่างจาก Bitcoin หรือคริปโทเคอร์เรนซีตรงที่ “Stablecoin” ถูกออกแบบให้มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยส่วนใหญ่อ้างอิงกับสกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้มันเริ่มถูกนำมาใช้ในบทบาทที่ต่างออกไป จากที่เป็นเพียง “เหรียญดิจิทัล” ที่ใช้หมุนเวียนในตลาดคริปโทฯ สู่การเป็น
นอกจากนี้ คุณริชาร์ดมองเห็นจุดเด่นสำคัญของ “Stablecoin” อีกอย่างคือ การโอนเงินข้ามพรมแดนที่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และอาจมีต้นทุนต่ำกว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิม
แม้ในวันที่ข้อมูลสามารถเดินทางข้ามโลกได้ภายในไม่กี่วินาที แต่เงินระหว่างประเทศยังคงต้องผ่านตัวกลางหลายแห่ง ใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงปลายทาง นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัท Binance มองว่า “Stablecoin” ไม่ได้เป็นเพียง “เหรียญดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่
ในฐานะประเทศไทยที่เป็นประเทศพึ่งพาการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระบบชำระเงินข้ามพรมแดนอาจส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจไทย ตั้งแต่บริษัทที่ต้องจ่ายค่าสินค้าให้คู่ค้าต่างประเทศ ไปจนถึงการบริหารเงินของธุรกิจที่ทำงานในหลายประเทศ นี่จึงอาจเป็นเวลาที่ประเทศไทยเราจะต้องปรับตัวกับโลกการเงินรูปแบบใหม่
อีกสิ่งที่น่าสนใจจากที่ได้คุยกับคุณริชาร์ดมาคือ เขาได้กล่าวถึงปัญหาใหญ่ของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก โดยเราอาจมองว่าปัญหามันอยู่ที่ “การไม่มีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุน” แต่จริง ๆ แล้วมันคือ “การเข้าไม่ถึง” ต่างหาก
หุ้นบริษัทชั้นนำ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่บริษัทที่ยังไม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ล้วนเป็นโอกาสที่ในอดีตมักเปิดกว้างให้กับนักลงทุนรายใหญ่ และสถาบันการเงินมากกว่าคนทั่วไป
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่บริษัท Binance กำลังพยายามขยายบทบาทตัวเองให้ไกลกว่าการเป็นเพียงแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี โดยคุณริชาร์ดได้พูดถึงเป้าหมายในการทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสินทรัพย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่คริปโทฯ หุ้น ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ ผ่านระบบการเงินที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น
แนวคิดของมันคือ การนำสิทธิในสินทรัพย์มาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลบนบล็อกเชน และอาจแบ่งสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ให้กลายเป็นหน่วยเล็กลง ทำให้นักลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
สำหรับนักลงทุนไทย นี่อาจหมายถึงโอกาสใหม่ในการเข้าถึงสินทรัพย์ที่เดิมมีข้อจำกัดด้านเงินทุนหรือช่องทางการลงทุน และในขณะเดียวกัน สินทรัพย์ของไทยเองก็อาจมีโอกาสเข้าถึงนักลงทุนทั่วโลกได้มากขึ้นเช่นกัน
เพราะเมื่อสินทรัพย์ในโลกจริงถูกแปลงเป็นโทเคน คำถามสำคัญคือ นักลงทุนกำลังถือครองสินทรัพย์จริง หรือเพียงสิทธิที่อ้างอิงกับสินทรัพย์นั้น และหากเกิดปัญหา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?
นี่จึงอาจเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของโลกการเงินยุคใหม่ เพราะเทคโนโลยีอาจทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาให้ทันกัน คือกติกาที่ทำให้ทุกคนเข้าใจว่า โอกาสนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 โลกมีผู้ใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีเพียงราว 6 ล้านคน แต่ปัจจุบันจำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 740 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม จากเดิมที่คริปโทฯ เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มสำหรับคนที่สนใจเทคโนโลยี และการลงทุนความเสี่ยงสูง แต่วันนี้คริปโทเคอร์เรนซีเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินในวงกว้างมากขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้นแต่แรกว่า เส้นแบ่งระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิม หรือ “TradFi” กับโลกการเงินดิจิทัล และแบบกระจายศูนย์ หรือ “DeFi” กำลังเริ่มเลือนลง ปีนี้จึงจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นการรวมของสองโลกนี้ชัดเจนขึ้น และนั่นหมายความว่าบริษัท Binance เองก็ไม่สามารถหยุดอยู่แค่บทบาทของการเป็น Crypto Exchange ได้อีกต่อไป เพราะพฤติกรรมของนักลงทุนกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น การรอให้ตลาดเปิดเป็นเรื่องปกติ แต่ในโลกคริปโทฯ การซื้อขายสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ และสำหรับบริษัท Binance รูปแบบการใช้งานดังกล่าวกำลังสะท้อนความต้องการของผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการให้ “เวลาเปิด-ปิดของตลาด” เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป
สงคราม ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการประกาศนโยบายสำคัญ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ขณะที่นักลงทุนในตลาดแบบดั้งเดิมอาจต้องรอจนกว่าตลาดจะเปิด จึงจะสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นได้
คุณริชาร์ดเผยว่า ปริมาณการซื้อขายส่วนหนึ่งเกิดขึ้นนอกเวลาทำการของตลาดการเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนว่าผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องการเข้าถึงตลาด และจัดการสินทรัพย์ได้ทุกที่ทุกเวลา และนี่เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Financial Super App” หรือแพลตฟอร์มการเงินครบวงจร
เป้าหมายของ Binance จึงไม่ใช่เพียงการเป็นสถานที่สำหรับซื้อขาย Bitcoin หรือคริปโทเคอร์เรนซีอีกต่อไป แต่คือการขยายไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงบริการทางการเงิน และสินทรัพย์หลากหลายประเภทไว้ด้วยกัน เพื่อตอบสนองฐานผู้ใช้งานกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และขยายการเข้าถึงไปสู่ผู้ใช้งานในวงกว้างมากขึ้น
พูดง่าย ๆ ว่าในวันที่คริปโทฯ กำลังเดินออกจากการเป็นเพียง “ตลาดของเหรียญ” บริษัท Binance ก็อาจกำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินไม่ได้เกิดขึ้นกับนักลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศว่า ใครจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจการเงินยุคใหม่ได้ก่อน?
สำหรับคุณริชาร์ด เขามองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ โดยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในการเปิดรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล และกำลังเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอย่าง Tokenization
คุณริชาร์ดมองว่า ภาคเอกชนเพียงลำพังไม่สามารถสร้าง Digital Financial Hub ขึ้นมาได้ หากไม่มีภาครัฐ และหน่วยงานกำกับดูแลที่พร้อมเดินไปพร้อมกับนวัตกรรม เพราะสุดท้ายแล้ว นักลงทุนและบริษัทเทคโนโลยีจะเลือกไปอยู่ในตลาดที่มีกติกาชัดเจน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้
สำหรับบริษัท Binance นี่อาจเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยมีความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงตลาดที่มีผู้ใช้งานคริปโทฯ จำนวนมาก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ไทยจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นในโลกการเงินดิจิทัลได้หรือไม่?
เพราะท้ายที่สุด ประเทศไทยอาจต้องเลือกว่าจะเป็นเพียงตลาดที่รอรับเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากต่างประเทศ หรือจะสร้างกฎเกณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง เพื่อดึงดูดบริษัท เงินทุน และนวัตกรรมให้เข้ามาอยู่ในประเทศ?
การเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงินดิจิทัลไม่ได้มีเพียงเรื่องของโอกาสอย่างเดียว เพราะยิ่งการลงทุน และการโอนเงินทำได้ง่ายขึ้น ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน
คุณริชาร์ดมองว่า จุดอ่อนสำคัญของระบบการเงินในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือ “มนุษย์” เพราะต่อให้ระบบมีความปลอดภัยมากแค่ไหน หากผู้ใช้ถูกหลอกให้กดลิงก์ เปิดเผยข้อมูล หรือโอนเงินด้วยตัวเอง เทคโนโลยีก็อาจไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้ทั้งหมด
นี่จึงเป็นอีกด้านที่บริษัท Binance ต้องรับมือควบคู่ไปกับการผลักดันโลกการเงินให้เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย และการให้ความรู้ผู้ใช้งาน เพื่อรับมือกับภัยหลอกลวงที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI ทำให้การปลอมภาพ เสียง และตัวตนของบุคคลทำได้ง่ายกว่าเดิม
ในวันที่นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ทั่วโลกได้จากหน้าจอมือถือ มิจฉาชีพก็สามารถเข้าถึงนักลงทุนไทยได้ง่ายเช่นกัน
ดังนั้น หากไทยต้องการก้าวเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล สิ่งที่ต้องพัฒนาอาจไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มหรือกฎเกณฑ์ใหม่ แต่รวมถึงการคุ้มครองนักลงทุน และการสร้างความรู้ให้ผู้ใช้งานสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้
เพราะท้ายที่สุด เทคโนโลยีอาจเปิดประตูสู่โอกาสให้กับทุกคน แต่หากไม่มีระบบป้องกันที่ดีพอ ประตูบานเดียวกันนั้น ก็อาจเปิดทางให้ความเสี่ยงเดินเข้ามาด้วยเช่นกัน
จาก Stablecoin ที่กำลังเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนย้ายเงิน Tokenization ที่อาจเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงสินทรัพย์มากขึ้น ไปจนถึงตลาดการเงินที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งที่คุณริชาร์ดกำลังสะท้อนให้เห็นคือ โลกการเงินอาจกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่นักลงทุนคุ้นเคย
ในอนาคต การเข้าถึงอาจไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์จากอีกซีกโลกหนึ่งได้ง่ายขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น และตอบสนองต่อข่าวสารได้แทบจะทันที แต่ยิ่งโลกการลงทุนเปิดกว้างขึ้น ความรับผิดชอบของนักลงทุนก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
เพราะการเข้าถึงง่าย ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนจะง่ายขึ้น ตลาดที่เปิดตลอดเวลาไม่ได้หมายความว่าต้องซื้อขายตลอดเวลา และสินทรัพย์รูปแบบใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงแบบเดิมจะหายไป
ในวันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสเดียวกันได้จากหน้าจอมือถือ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างนักลงทุน อาจไม่ใช่ว่า ใครเข้าถึงข้อมูลหรือสินทรัพย์ได้เร็วกว่า แต่อาจเป็นว่า ใครเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังลงทุนได้ดีกว่า และรู้ว่าจะใช้โอกาสนั้นเมื่อไร
เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าโลกการเงินจะเปลี่ยนไปไกลแค่ไหน เทคโนโลยีอาจเปิดประตูสู่โอกาสได้มากขึ้น แต่การตัดสินใจว่าจะก้าวผ่านประตูบานไหน ยังคงเป็นความรับผิดชอบของตัวนักลงทุนเอง