
เมื่อเวลา 14.00 น. (25 ส.ค. 2569) ที่วัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น คณะกรรมการวัดและมัคทายกวัดได้นำป้ายงดรับกิจนิมนต์ รวมถึงป้ายกำหนดเวลารับกิจนิมนต์และพบญาติโยม มาติดไว้บริเวณกุฏิเจ้าอาวาส เพื่อให้พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ได้ประกอบศาสนกิจของสงฆ์และพักผ่อนตามช่วงเวลาที่กำหนด โดยภายในวัดมีลูกศิษย์ใกล้ชิดคอยดูแล จัดน้ำปานะถวาย และถวายงานด้านต่างๆ
ขณะที่คณะสงฆ์ของวัดคอยพบปะญาติโยมและร่วมสนทนาธรรมกับคณะต่างๆ ที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจจากกรณีข้อพิพาทที่ดินของวัดซึ่งกำลังเกิดขึ้น ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจอาสา ตลอดจนชุดชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ สภ.เมืองขอนแก่น
พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวว่า งานบุญกฐินของวัดในปีนี้มีเจ้าภาพแล้ว โดยจองคิวล่วงหน้ามาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา การเตรียมงานและการดำเนินการร่วมกับทางวัดและชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีหมอลำคณะใหญ่คณะหนึ่ง ซึ่งไม่ขอระบุชื่อ เตรียมมาเปิดวงแสดงภายในวัดและร่วมทำบุญด้วย แต่ทางวัดขอแจ้งงดการตั้งเวทีแสดง
พระครูอดุลสารนิเทศอธิบายว่า วัดป่าอดุลยารามเป็นวัดที่อยู่กันอย่างเงียบสงบ เรียบง่าย สบายๆ และสมถะ จึงต้องขออภัยคณะหมอลำดังกล่าว เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการแสดงดนตรีภายในวัด เพราะวัดไม่ใช่วิก และไม่ต้องการให้เกิดภาพของความบันเทิงขึ้นในพื้นที่วัด เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมะแล้วไม่ควรมีการร้องรำทำเพลงภายในวัด ต้องขออภัยคณะหมอลำด้วย คือจะมาร่วมแห่ได้ แต่จะมาตั้งเวทีไม่ได้ อย่าทำลายต้นไม้ของเรา อย่าให้มีคนมาทำลายธรรมชาติ ซึ่งหลวงพ่อเองไม่ได้รังเกียจคณะหมอลำ ถ้ากำลังถวายกฐินอยู่แล้วมีเสียงหมอลำตึ๊งๆ ตั้งๆ ก็จะรบกวนการทำบุญและการปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์ในขณะนั้นด้วย
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวต่อว่า ขณะนี้มีหลายคนเรียกวัดแห่งนี้ว่า "วัดป่าอดุลแคมปัส" ซึ่งอาจเป็นเพราะวัดตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอยู่ใกล้ห้างที่เรียกว่าแคมปัส โดยวัดตั้งอยู่บริเวณนี้มาเป็นเวลานานแล้ว หากใครจะเรียกว่า "วัดป่าอดุลแคมปัส" เพื่อให้เข้ากับกระแสก็ไม่เป็นไร เพราะวัดอยู่ใกล้แคมปัสจริง สำหรับเงินกฐินปีนี้ พระครูอดุลสารนิเทศตั้งใจนำไปซื้อเตาเผาเพิ่มอีกหนึ่งเตา เนื่องจากเตาเผาที่วัดมีอยู่กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม หากได้รับเงินเพียงพอก็จะซื้อเตาเผา แต่หากเงินไม่พอจะใช้วิธีติดหนี้หรือผ่อนชำระแบบสินเชื่อกับเจ้าของเตา
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวอีกว่า การอุปสมบทของตนเป็นไปเพื่อการละกิเลส การไม่รับเงินจำนวน 1,500,000 บาท ไม่ใช่การสร้างกระแสหรือดราม่า แต่เป็นเพราะต้องการละกิเลส เช่นเดียวกับกรณีที่มีผู้มองว่าการพักอาศัยในห้องที่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศเป็นเรื่องดราม่า ซึ่งความจริงตนไม่ชอบนอนในห้องปรับอากาศ เพราะมองว่าจะทำให้ภูมิต้านทานต่ำ จึงเลือกอยู่กับสภาพอากาศทั่วไป บางคนนอนในห้องแอร์ อยู่ในแอร์ ทำงานในแอร์ ไปทำงานก็นั่งรถแอร์ กินข้าวในห้องแอร์ เมื่อออกจากแอร์มาภูมิต้านทานก็ต่ำ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงอยู่อย่างนี้ อยู่กับอากาศธรรมดา ดังจะเห็นว่าวัดของเรานั้นอยู่กันแบบธรรมดาและเรียบง่าย
Advertisement