
วันที่ 23 ส.ค.2569 ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ล่าสุดเช้านี้ผู้สื่อข่าวได้พบกับ “พ่อลพ” นายลพ โนนทะวงษ์ อายุ 84 ปี กรรมการวัดรุ่นแรกที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้เล่าย้อนถึงสภาพวัดและผู้คนที่เข้ามาทำบุญในช่วงก่อนปี 2540 รวมถึงความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของตาเฮียงและพื้นที่ของแม่ชีภายในวัด
พ่อลพ เล่าว่า ก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ามาทำหน้าที่กรรมการวัดและช่วยงานพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามรูปปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็น พระอธิการสุพัตร์ ฐิตวํโส ตนเคยเห็นลูกหลานของตาเฮียงเดินทางมาทำบุญที่วัดเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ เนื่องจากชาวบ้านหนองแว งจะมาทำบุญที่วัดแห่งนี้เป็นประจำ และผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันจึงรู้จักกัน แต่ไม่ได้มีความรู้สึกหรือความเข้าใจกันในลักษณะว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดของตาเฮียง แต่อย่างใด คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่ได้ระลึกถึงพ่อเฮียง ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับตัววัด แต่จะระลึกถึง หลวงปู่อดุล อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองแวงตราชู โดยพื้นที่ซึ่งกำลังเป็นข้อพิพาทในปัจจุบันนั้นเป็นวัดสาขาของหลวงปู่ ชาวบ้านซึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่อดุลอยู่แล้ว จึงเดินทางมาทำบุญที่วัดสาขาแห่งนี้ด้วย
ในอดีตคนในหมู่บ้านต่างใช้ชีวิตกันตามปกติ ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการต่อสู้หรือมีข้อพิพาทกันเช่นในปัจจุบัน ทุกคนมาทำบุญเหมือนกับวัดทั่วไปในพื้นที่อื่น ส่วนกรณีของ “ป้าดา” พ่อลพ ยืนยันจากความทรงจำว่า ไม่ใช่คนบ้านหนองแวงที่ตนรู้จัก เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ไม่เคยเห็นแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ลูกของพ่อเฮียงนั้นตนรู้จักทุกคน
สำหรับกรณีมีการกล่าวถึงความเป็นเครือญาติ พ่อลพ ระบุว่าไม่ทราบว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ตั้งแต่ตนอยู่กับวัดมา ไม่เคยเห็นป้าดา หรือเห็นชื่อของป้าดาปรากฏผ่านตามาก่อนแต่อย่างใด และเพิ่งเคยเห็นเมื่อเกิดเรื่องข้อพิพาทขึ้น
พ่อลพ กล่าวถึงทายาทของตาเฮียงว่า เท่าที่ตนรู้จักและเคยเห็นหน้า ประกอบด้วย คนแรกคือ นางเพียร ซึ่งเสียชีวิตแล้ว คนที่สอง นางบัวเฮียง คนที่สาม นางบัวเรียน คนที่ 4 นางบัวไข คนที่ 5 นายสนาน คนที่ 6 นายบุญหนา คนที่ 7 จำเนียร และคนที่ 8 โม รวม 8 คน ซึ่งตนเคยเห็นหน้าทุกคน ส่วนกรณีที่มีการกล่าวว่า “ป้าดา” เป็นลูกบุญธรรมและเป็นคนที่ 9 นั้น พ่อลพ กล่าวว่า จากความทรงจำของตน “ไม่น่าจะมี” เพราะบุคคลทั้ง 8 คนที่กล่าวมานั้นตนรู้จักและเคยเห็นหน้าทั้งหมด แต่ป้าดาเพิ่งมาเห็นเป็นครั้งแรกเมื่อเกิดเรื่องขึ้น
พ่อลพ ยังเล่าถึงสภาพพื้นที่ในช่วงที่ตนกำลังจะเข้ามาเป็นกรรมการวัดว่า พื้นที่วัดประมาณ 21 ไร่ ในขณะนั้นมีวัดตั้งอยู่แล้ว มีทั้ง ประตูโขงวัด เมรุเผาศพ และหอระฆัง เป็นองค์ประกอบของวัดเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งมีข้อพิพาทกันในระยะหลังนั้น เดิมเป็นพื้นที่ซึ่ง แม่ชีสกุล เข้ามาอาศัยอยู่ เป็นบริเวณป่าช้ามาก่อน ต่อมามีแม่ชี อีกหลายรูปเข้ามาพักอาศัย รวมทั้งหมด 6 รูป ในเวลานั้นมีการแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจนระหว่างโซนของแม่ชีกับโซนของวัดป่า และมีการแยกหม้อไฟฟ้า โดยชื่อผู้ใช้ไฟในส่วนดังกล่าวเป็นชื่อของแม่ชีสกุลเอง ซึ่งเข้ามาช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในอดีตแนวแบ่งพื้นที่จะใช้รั้วไม้ แม่ชีจะเป็นผู้ดูแลพื้นที่ในส่วนของแม่ชี ส่วนพื้นที่ของทางวัดนั้น ช่วงที่ตนเข้ามาอยู่ยังมีสภาพเป็นป่า “แบบ 100%” แต่มีวัดตั้งอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเข้ามาอยู่ ได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ โดยพ่อลพ ย้ำว่า ไม่ได้เป็นการทำลายธรรมชาติ แต่เป็นการบริหารจัดการพื้นที่และปรับภูมิทัศน์ให้มีความเป็นสัดส่วน กระทั่งมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
พ่อลพ เล่าต่อว่า ภายหลังแม่ชีสกุลเริ่มมีอาการป่วย จึงออกไปพักอาศัยอยู่กับลูก ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยตนมีโอกาสไปร่วมงานศพของแม่ชีสกุล รวมถึงพระครูอดุลสารนิเทศและคนภายในวัดก็เดินทางไปร่วมงานศพด้วยเช่นกัน ปัจจุบันกุฏิของแม่ชียังคงตั้งอยู่ในบริเวณเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้เป็นกุฏิสำหรับพระสงฆ์ทั้งหมดแล้ว หลังจากแม่ชีสกุลเสียชีวิตก็ไม่มีแม่ชีกลับเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวอีก
ส่วนข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเวลานี้ พ่อลพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลวงพ่อไม่เคยตอบโต้ หากมีการฟ้องร้องหรือมีเรื่องเข้าสู่กระบวนการ ก็จะเดินทางไปชี้แจงตามขั้นตอนเท่านั้น
Advertisement