
เมื่อเวลา 17.00 น. (21 ส.ค. 2569) ที่ศาลาการเปรียญวัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น พระภิกษุสงฆ์ได้ นำสวดทำวัตรเย็น โดยมีอุบาสุอุบาสิกาชาวพุทธมาร่วมทำวัดเย็นกันหลายคนโดยแต่ละคนเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ที่มาทำวัดเย็นเป็นปกติทุกๆ วัน
นายแสงดาว อายุ 76 ปี ไวยาวัจกรวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยถึงกรณีได้รับแจ้งว่ามีการกล่าวหาว่า วัดแบ่งปันที่ดินให้กรรมการวัด โดยยืนยันว่าไวยาวัจกรและกรรมการทุกคนเข้ามาช่วยงานด้วยใจ ไม่หวังผลประโยชน์ แต่มุ่งรักษาวัดและจารีตประเพณีอันดีงาม พร้อมแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาส หลังเกิดเหตุรบกวนอย่างต่อเนื่อง
พ่อแสงดาวกล่าวว่า ปัจจุบันวัดมีไวยาวัจกรรวม 5 คน โดย พ่อลภ มีอายุมากกว่า 80 ปี และเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด และสำหรับระยะเวลาที่เข้ามาช่วยงานวัด จำไม่ได้ว่าเริ่มเข้ามาเป็นกรรมการในรุ่นใด โดยให้ข้อมูลไว้เพียงว่า "เข้ามาล่าสุดปี 53"
พ่อแสงดาวกล่าวว่า หลังเดินทางกลับจากศาลากลางจังหวัดขอนแก่น มี "แม่ออก" คนหนึ่งซึ่งมาร่วมทำวัตร โทรศัพท์มาแจ้งว่า ป้าดาพูดอยู่ที่กรุงเทพมหานครว่า มีการแบ่งปันเนื้อที่ให้กรรมการวัด อย่างไรก็ตาม ตนได้ยินเรื่องในลักษณะนี้จนรู้สึกชินแล้ว และหลังจากไปฟังคณะกรรมาธิการหรือผู้เกี่ยวข้องชี้แจง ก็เข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวดำเนินการเสร็จแล้ว
พ่อแสงดาวยังแสดงความเห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ว่างเปล่า ลูกหลานจะมาฟ้องร้องอย่างไรก็ไม่มีทางได้ และแม้ยังไม่มีชื่อวัดก็เป็นที่ว่างเปล่าของแผ่นดิน เท่าที่ตนเข้าใจ มีการเข้ามารบกวนพระคุณเจ้าตั้งแต่ปี 2535 หากเข้าทางทิศตะวันออกไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปเข้าทางทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ เพื่อรบกวนจนพระคุณเจ้าไม่สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังเคยมีการปล่อยข่าวกล่าวหาว่ามีการเสพยาเสพติด ทั้งในส่วนของพระและลูกศิษย์ แต่พระคุณเจ้าไม่ได้ตอบโต้หรือถือโทษ และเลือกให้อภัยมาโดยตลอด
ส่วนกรณีป้าดาระบุว่า สำนักพุทธฯ ไม่ยอมให้ตรวจดูเอกสารเรื่องที่ดิน จนทำให้เกิดความคิดว่าอาจมีการรู้เห็นกันนั้น พ่อแสงดาวมองว่าอาจเป็นเพียงการพูดไปเท่านั้น พร้อมกล่าวถึงช่วงการตั้งวัดว่า นายอดิศร เพียงเกษ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็น "คนบ้านเรา" และอยู่ในช่วงที่ชาวบ้านร่วมกันตั้งวัดขึ้น
พ่อแสงดาวยืนยันว่า ไวยาวัจกรและกรรมการวัดแต่ละคนล้วนเข้ามาช่วยงานด้วยใจ ไม่หวังผลประโยชน์ แต่มาเพื่อรักษาวัดและจารีตประเพณีอันดีงาม ตนเองอายุเข้าเลข 7 ไปแล้ว ไม่รู้จะเอาไปทำไม เราสร้างผลบุญเป็นทรัพย์สินสมบัติแทน ลูกหลานแต่ละคนก็มีครอบครัว มีฐานะดูแลพ่อแม่และดูแลตัวเองได้ ที่เราเข้ามายืนยันว่าไม่ได้มาหาผลประโยชน์ มาเพื่อรักษาสิ่งดีงามเหล่านี้ไว้เท่านั้น ขณะนี้พระครูอดุลสารนิเทศกำลังต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวพุทธ แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือความปลอดภัย โดยตั้งคำถามว่า "จะเอาชีวิตมาแลกกับลูกปืนหรือ" เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง และทุกคนต่างเป็นห่วงหลวงพ่อ นอกจากนี้การเข้าพบของผู้หญิง หากเป็นบุคคลที่พระครูไม่รู้จัก หรือขณะนั้นพระครูอยู่เพียงลำพัง ท่านจะพยายามหลีกเลี่ยงทันที เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับกลุ่มบุคคลที่ถูกเรียกว่า "เอฟซีป้าดา" พ่อแสงดาวระบุว่า ตนไม่ทราบเรื่อง ไม่รู้ว่าใครเป็นใครหรือเดินทางมาจากที่ใดบ้าง พร้อมกล่าวว่า พระครูเคยบอกว่าคนกลุ่มดังกล่าวคงไม่หยุดเพียงเท่านี้ และอาจเข้ามารบกวนวัดต่อไปเรื่อยๆ ขณะนี้สถานการณ์ภายในวัดยังเป็นปกติ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัย และนับตั้งแต่เกิดเหตุมีผู้มาตั้งโรงทานภายในวัด เพื่อร่วมให้กำลังใจพระสงฆ์และผู้ที่อยู่ภายในวัดอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวสอบถาม พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ถึงกรณีที่ "ป้าดา" เดินทางไปขอตรวจดูเอกสารที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยพระครูอดุลสารนิเทศกล่าวด้วยสีหน้าอารมณ์ดีว่า การจัดตั้งวัดถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากผ่านขั้นตอนตามกฎหมายคณะสงฆ์และมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างถูกต้อง จึงขอให้ผู้ที่ยังสงสัยไปศึกษากฎหมายและขั้นตอนการจัดตั้งวัดให้เข้าใจ เมื่อมีประกาศตั้งเป็นวัดแล้ว เรื่องก็จบ เปรียบเหมือนสามีภรรยาเซ็นยินยอมกัน เมื่อก่อนพอประกาศตั้งวัดแล้วก็จบ เอกสารเมื่อกว่า 30 ปี บางอย่างอาจหายไปตามกาลเวลา เพราะมีประกาศตั้งวัดออกมาแล้ว ตอนนี้เราต้องเดินไปที่ปลายทาง มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็คือจบ หลวงพ่อไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่เขายังไม่จบ ก็ต้องยอมรับเสีย
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า เอกสารบางส่วนเป็นเอกสารลับของทางราชการ ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ได้ถูกรวบรวมไว้ในกระบวนการก่อนออกประกาศจัดตั้งวัดแล้ว ทุกขั้นตอนจึงถือว่าผ่านครบถ้วน เปรียบเหมือนการทำบัตรประชาชน เมื่อยื่นบัตรให้ตรวจดูก็ถือว่าสิ้นสุด เช่นเดียวกับการยื่นประกาศจัดตั้งวัด
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "เคยดูหนังเจมส์ บอนด์ไหม การไปการมาบางอย่างเป็นความลับ จะบอกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ไม่ได้" ส่วนกระแสข่าวเรื่องเงิน 10 ล้านบาท พระครูอดุลสารนิเทศยืนยันว่า ไม่มีใครโทรศัพท์มาติดต่อ และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ พร้อมระบุว่า ต่อให้มีผู้เสนอเงินหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาทก็จะไม่ไปไหน และจะยังคงอยู่ที่วัดแห่งนี้ "อย่าเชื่อข่าวลือเรื่องเงิน 10 ล้าน ไม่มีใครโทรมา จะร้อยล้านหรือพันล้านก็ไม่ไป จะอยู่ตรงนี้ หลวงพ่อจะไม่พูดถึงเขา เพราะจะกลายเป็นการว่าร้ายกัน"
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีผู้ให้ข่าวเกี่ยวกับเงินทั้งหลักล้านและหลักห้าแสนบาท จนสร้างความปั่นป่วนให้กับตนเอง ทั้งที่ทางวัดไม่ได้ดำเนินการใดๆ และไม่ต้องการกล่าวถึงผู้ที่ปล่อยข่าวลักษณะดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการทำร้ายกันและปั่นกระแส
Advertisement