
เมื่อตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศจัดตั้งกองทัพอวกาศ ทั่วโลกก็ฮือฮากันมาแล้วรอบหนึ่ง เพราะชื่อของมันฟังดูล้ำหน้าและไฮเทค ราวกับอยู่ในภาพยนตร์ฮอลลิวูด แต่ล่าสุด สหรัฐฯ กำลังจะมีกองกำลังใหม่ที่มีชื่อสุดล้ำไม่แพ้กันนั่นคือ กองกำลังซูเปอร์ AI
ทรัมป์ประกาศจัดตั้งคณะทำงานชุดใหม่ที่มุ่งเน้นด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยมอบหมายให้ เจย์ เคลย์ตัน (Jay Clayton) ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ เป็นผู้นำคณะทำงาน โดยระบุว่า “Super Intelligence Force” จะทำหน้าที่สร้างหลักประกันว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว และจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม
ทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เขาลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 29 กันยายน เพื่อเปลี่ยนการเรียก Artificial Intelligence (AI) เป็น Super Intelligence (SI) โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่า คำว่า “artificial” หรือ “ประดิษฐ์” ทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่จริง หรือ ของปลอม
นอกจากนี้ แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน (Andrew Ferguson) ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ หรือ FTC, เอมิล ไมเคิล (Emil Michael) ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายวิจัย วิศวกรรมและการพัฒนา และ สก็อตต์ คูเปอร์ (Scott Kupor) ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานบุคคลสหรัฐฯ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะทำงานด้วย
คณะทำงานจะรายงานโดยตรงต่อประธานาธิบดีทรัมป์และซูซี ไวลส์ (Susie Wiles) หัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว
การประกาศจัดตั้งคณะทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงผู้บริหารของ OpenAI และ Anthropic ที่เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ที่เข้มงวดมากขึ้น
โดยในการให้สัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI กล่าวว่า ประโยชน์ของ AI มีมากพอที่จะทำให้สังคมยอมรับความเสี่ยงบางประการจากเทคโนโลยี และมองว่า เทคโนโลยีดังกล่าวควรยังคงเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้
อัลต์แมนกล่าวกับจดหมายข่าวด้านเทคโนโลยี Decoded ของ Politico ว่า “โลกควรยอมรับว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นบ้าง เพื่อแลกกับประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ และเพื่อให้ผู้คนมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเอง”
ขณะเดียวกัน อดีตหัวหน้าทีม Safety Systems ของ OpenAI เปิดเผยในบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The Atlantic ช่วงสุดสัปดาห์ว่า เขาตัดสินใจลาออกจากบริษัท เนื่องจากมองว่าวัฒนธรรมองค์กรกำลังพังทลาย
David Robinson ซึ่งเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้านความปลอดภัยและการรายงานความโปร่งใสของบริษัท เขียนว่า ขณะที่ OpenAI เร่งเดินหน้าจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หนึ่งไปสู่อีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง บริษัทกำลังไม่สามารถสร้างมาตรฐานด้านความรอบคอบในระดับที่เขาเชื่อว่าจำเป็นได้
ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา OpenAI ซึ่งเป็นผู้พัฒนา ChatGPT ได้ระงับการเปิดตัวโมเดล AI รุ่นล่าสุด เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกัน โมเดล AI ของบริษัทกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น หลังเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์หลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของบริษัท รวมถึงเหตุการเข้าถึงระบบของรัฐบาลออสเตรเลียโดยไม่ได้รับอนุญาต
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยปฏิเสธข้อเรียกร้องให้มีการกำกับดูแล AI ที่เข้มงวดขึ้น และเห็นด้วยกับการปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีเป็นผู้กำกับดูแลตนเอง
โดยในข้อตกลงที่ลงนามเมื่อวันที่ 29 กันยายน มีลายเซ็นของผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เช่น OpenAI, Anthropic, SpaceX และ Google
ในวันเดียวกัน ทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้หน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้คำว่า “SI” และ “Super Intelligence” และไม่ควรใช้คำว่า “Artificial Intelligence” อีกต่อไป
คำสั่งดังกล่าวระบุว่า คำว่า SI จะถูกนำมาใช้แทน AI ในการติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการ เว็บไซต์ รายงาน และเอกสารสื่อสารรูปแบบอื่น ๆ ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายตั้งคำถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อ โดยมองว่าการใช้คำว่า “Super Intelligence” อาจสร้างความสับสน เพราะคำดังกล่าวมักหมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเหนือกว่าระบบ AI ทั่วไปในระดับที่สูงกว่า
ผู้นำเทคโนโลยีบางรายเริ่มใช้ชื่อใหม่แล้ว เช่น อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาจะเปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์ม AI ของบริษัท SpaceX จาก SpaceXAI เป็น SpaceXSI โดยมัสก์เขียนว่า SpaceX คือบริษัท Super Intelligence