Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ADB เพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้โต 2% จับตาหนี้-เอลนีโญกดเศรษฐกิจ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ADB เพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้โต 2% จับตาหนี้-เอลนีโญกดเศรษฐกิจ

23 ก.ย. 69
16:19 น.
แชร์

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนกรกฎาคมคาดว่าจะโต 1.8% หลังการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชนยังแข็งแกร่ง ขณะที่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้การท่องเที่ยวระหว่างประเทศยังอ่อนแอและต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับปี 2570 ADB ปรับลดประมาณการเติบโตของไทยลงเหลือโต 1.9% จากคาดการณ์เดิมโต 2.0% โดยคาดว่า การเติบโตของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และมาตรการสนับสนุนชั่วคราวจากภาครัฐจะทยอยหมดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนในระดับสูงและภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวจะยังเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค

ด้านความเสี่ยง ADB จับตาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า หนี้ครัวเรือนที่สูง พื้นที่ทางการคลังที่แคบลง และสภาพอากาศที่อาจไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรและรายได้เกษตรกรชัดเจนขึ้นในปี 2570

ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดย ADB เผยให้เห็นว่า ในปี 2569 และ 2570 จะเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน หากเรียงตามตัวเลขประมาณการการเติบโตในปี 2569 เวียดนามจะเติบโตมากที่สุด ตามด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา ขณะที่ไทยเติบโตสูงกว่าบรูไนเล็กน้อย ก่อนจะชะลอลงมารั้งท้ายภูมิภาคร่วมกับบรูไนในปี 2570

ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

รายงาน Asian Development Outlook ของ ADB ระบุว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดย GDP ที่แท้จริงขยายตัว 2.4% จาก 3.0% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่อ่อนตัวลง

การส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกเพิ่มขึ้น 14.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นเล็กน้อยจาก 14.2% ในครึ่งแรกของปี 2568 การเติบโตนำโดยคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์โทรคมนาคม และเครื่องจักร สอดคล้องกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลกที่ยังแข็งแกร่ง

ในทางกลับกัน การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรหดตัว ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมบางประเภทอยู่ในภาวะซบเซา ทำให้การเติบโตของการส่งออกไทยพึ่งพาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้น

ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 11.6% ในครึ่งแรกของปี 2569 จาก 1.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 37% สู่ 1.5 ล้านล้านบาท นำโดยกิจกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนคำขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น 80% สู่ 1.4 ล้านล้านบาท

ADB มองว่า การลงทุนภาคเอกชนจะยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในปี 2570 จากโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจำนวนมาก โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น

ท่องเที่ยวอ่อนแอ หนี้ครัวเรือนกดการบริโภค

อีกด้านหนึ่ง ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15.9 ล้านคน ลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางลดลง 25.4% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งจากการหยุดชะงักของการเดินทางข้ามแดน

ADB คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ก่อนฟื้นขึ้นเป็น 35 ล้านคนในปี 2570 หากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และการบินผ่อนคลายลง การเชื่อมต่อเที่ยวบินดีขึ้น และราคาพลังงานลดลง

ด้านการบริโภคภาคเอกชนช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.6% จาก 2.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐ เช่น โครงการร่วมจ่าย (ไทยช่วยไทย พลัส) และการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร ADB แสดงความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศของรัฐบาลมีส่วนช่วยในการพยุงและประคองกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ยังไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมาก เนื่องจากเป็นโครงการกระตุ้นการจับจ่าย ไม่ใช่การลงทุน

อย่างไรก็ตาม ADB ระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและสภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวยังคงจำกัดกำลังซื้อ สินเชื่อผู้บริโภคหดตัวลงจากความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ ADB ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 เป็น 2.4% จากเดิม 1.8% แต่คาดว่าการบริโภคจะชะลอลงในปี 2570 เมื่อมาตรการสนับสนุนทางการคลังชั่วคราวเริ่มหมดลง แม้เงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่ลดลง รวมถึงฐานะการเงินของครัวเรือนที่ค่อยๆ ดีขึ้น จะช่วยพยุงการใช้จ่ายได้บางส่วน

4 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปี 2569-2570

ADB ประเมินว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคงเอียงไปทางด้านต่ำ (downside risks) ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องไปยังปี 2570 โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งนี้ ADB ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนี้

1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้น อาจทำให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งสูงขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนอ่อนแอลง ตลอดจนรบกวนการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

2. ผลกระทบที่มากขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น และการปรับเข้าสู่ภาวะปกติของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก (การชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วของอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยี) อาจส่งผลถดถอยต่อการส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะในปี 2570

3. ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและสภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวอาจจำกัดการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ที่แคบลง อาจเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

4. ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้น มีแนวโน้มจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกร โดยคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนในปี 2570 แม้มาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนปุ๋ยจากภาครัฐจะช่วยบรรเทาได้บางส่วนก็ตาม

นอกจากนี้ ADB ยังเตือนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจสูงกว่าประมาณการ หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น การส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบไปยังผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น หรือวิกฤตเอลนีโญดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาด

แนะไทยดึงงบลงทุนเทคโนโลยีลงสู่ MSME-แก้โจทย์หนี้ด้วยการเติบโต

สำหรับประเด็นปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งโจทย์ด้านหนึ่ง คือ รัฐบาลต้องหาทางเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน

อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส ADB มีข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าว่า ไทยต้องมีการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า และการกระจายประโยชน์จากอุตสาหกรรมที่เติบโตไปสู่ส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจ

ฟิงค์ชี้ว่า ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมและจังหวัดที่มีรายได้สูง รวมถึงมีธุรกิจชั้นนำ แต่โจทย์สำคัญ คือ การดึงประโยชน์จากพื้นที่และอุตสาหกรรมเหล่านั้นไปสู่ส่วนอื่นของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย (MSME) รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน

ฟิงค์ยกตัวอย่างการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) และภาคเทคโนโลยีว่าเป็นโอกาสสำคัญของไทย แต่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานและกรอบนโยบายรองรับ เพื่อให้เศรษฐกิจส่วนอื่นได้รับประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวด้วย ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงานให้สามารถเข้าทำงานในอุตสาหกรรม IT และการสร้างกรอบกำกับดูแลเพื่อให้การลงทุนมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่มากับการลงทุน

ขณะที่แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีมานานและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการเติบโตของการบริโภค เพราะเมื่อครัวเรือนมีภาระหนี้สูงขึ้น รายได้สุทธิที่เหลือสำหรับใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจก็ลดลง

แบทเท็นมองว่า การคลี่คลายปัญหาหนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้ หากเศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อขนาดเศรษฐกิจก็สามารถลดลงได้ตามเวลา พร้อมระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมุ่งจำกัดการเติบโตของสินเชื่อ เพราะอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง

สิ่งที่สำคัญกว่าระดับหนี้ คือ “คุณภาพของการเติบโตของสินเชื่อ” โดยแบทเท็นแสดงความเห็นว่า ภาคธนาคารไทยยังมีความน่าเชื่อถือ ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) ในกลุ่มหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ทำให้ความเสี่ยงต่อภาคการเงินจากหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ และตลาดทุนไทยยังมีเงินทุนพร้อมสนับสนุนการเติบโต โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การนำเงินทุนเหล่านั้นไปลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตที่มากขึ้น

เศรษฐกิจอาเซียนโตปีนี้ 4.7% เวียดนามโตแรงสุด

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเวียดนามมีการปรับเพิ่มประมาณการมากที่สุด ตามด้วยมาเลเซียและไทย ขณะที่อินโดนีเซียยังคงประมาณการเดิม

เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจรายประเทศในปี 2569 พบว่า เวียดนาม ขยายตัวสูงที่สุดในภูมิภาคที่ 7.8% ตามมาด้วย อินโดนีเซีย 5.2% มาเลเซีย 4.9% ติมอร์-เลสเต 4.0% สปป.ลาว 4.0% กัมพูชา 3.9% ฟิลิปปินส์ 3.3% เมียนมา 2.2% ไทย 2.0% และ บรูไน 1.2%

ส่วนแนวโน้มในปี 2570 อัตราการเติบโตจะนำโดยเวียดนาม ที่ 7.6% ตามมาด้วย อินโดนีเซีย 5.2%, ฟิลิปปินส์ 5.1% กัมพูชา 4.7% มาเลเซีย 4.7% สปป.ลาว 4.5% ติมอร์-เลสเต 4.1% และเมียนมา 2.7% ขณะที่ไทยและบรูไน ชะลอตัวลงมารั้งท้ายภูมิภาคร่วมกันที่ 1.9%

ADB รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เวียดนาม ถูกปรับเพิ่มประมาณการเติบโตเป็น 7.8% ในปี 2569 และ 7.6% ในปี 2570 ตามการขยายตัวของภาคการผลิต การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่แข็งแกร่ง และภาคบริการที่ยืดหยุ่น ส่วนมาเลเซีย ถูกปรับเพิ่มเป็น 4.9% ในปี 2569 และ 4.7% ในปี 2570 จากแรงหนุนของวัฏจักรขาขึ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center)

ด้านอินโดนีเซีย ยังคงประมาณการไว้ที่ 5.2% ทั้งสองปี จากการบริโภค ภาคบริการ และสภาวะทางการคลังและสินเชื่อที่เอื้ออำนวย ขณะที่ฟิลิปปินส์ถูกปรับลดประมาณการปี 2569 เหลือ 3.3% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐอ่อนแอ แม้คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 5.1% ในปี 2570

ทั้งนี้ ADB สรุปว่า ความแตกต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคสะท้อนถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงกับอุปสงค์ภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การลงทุนภาครัฐและการสนับสนุนเชิงนโยบาย และสภาวะอุปสงค์ภายในประเทศ

แชร์
ADB เพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้โต 2% จับตาหนี้-เอลนีโญกดเศรษฐกิจ