
วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่วัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น บรรยากาศภายในวัดกลับเข้าสู่ภาวะสงบและเป็นปกติ พระสงฆ์และลูกศิษย์ยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์ตามปกติ มีญาติโยมเดินทางเข้ามาทำบุญและถวายภัตตาหารเพลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ สภ.เมืองขอนแก่น คอยดูแลความเรียบร้อยภายในพื้นที่
ขณะที่ประเด็นที่มีการติดตาม หลังมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำโดยนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิฯ ประกาศขีดเส้น 7 วัน ให้นายวรเดช ช่างบุ หรือ “ลุงแหวน” หรือ “ธานอส” มาขอขมาเจ้าอาวาสนั้น ยังไม่พบว่ามีการเดินทางมาขอขมาแต่อย่างใด
ต่อมาทนายอนันต์ชัย โพสต์ข้อความถึงการเตรียมเดินทางไปดำเนินการตามกฎหมายกับลุงแหวน ที่ สภ.เมืองขอนแก่น ในวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยตามข้อความที่เผยแพร่ ระบุถึงประเด็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานและดูหมิ่นคณะสงฆ์วัดป่าอดุลยาราม
ก่อนหน้านี้มีการกำหนดให้นายวรเดช เข้ามาขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ โดยครบกำหนดเมื่อเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จนถึงวันที่ 7 กันยายน ยังไม่มีการติดต่อเข้ามายังเจ้าอาวาสแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้นายวรเดชไม่ได้ติดต่อมายังอาตมาเลย และยังไม่มีการประสานเรื่องการเข้ามาขอขมา ส่วนจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น เป็นเรื่องของมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และเป็นเรื่องของทางโลกที่จะดำเนินการกันไป
“ไม่ได้ติดต่อมาเลย ก็เงียบอยู่ อาตมาไม่ได้ติดใจ ถือว่าเป็นเรื่องของทางโลก ทางมูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา อาตมาปล่อยวางไว้ เป็นเรื่องของฆราวาสที่จะดำเนินการ”
เจ้าอาวาส กล่าวว่า ภายในวัดยังคงดำเนินชีวิตอย่างสงบเหมือนที่ผ่านมา เพราะวัดอยู่ในลักษณะเช่นนี้มานาน พระสงฆ์ต่างอยู่ตามกุฏิของตนเอง และมาร่วมฉันพร้อมกันเฉพาะวันพระเป็นหลัก จึงไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้ติดใจจะเอาความในเรื่องการขอขมาดังกล่าว
สำหรับสุขภาพ หลังผ่านเหตุการณ์ข้อพิพาทและมีผู้คนเดินทางเข้ามาที่วัดอย่างต่อเนื่องเกือบครบ 1 เดือน พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวว่า สภาพร่างกายเริ่มดีขึ้นมาก สามารถฉันอาหารได้มากขึ้น ร่างกายเริ่มแข็งแรง และพักผ่อนได้ดีขึ้น โดยช่วงเที่ยงวันที่ 7 กันยายน มีกำหนดเดินทางไปเข้ารับการฟอกไตตามนัดประจำสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม เจ้าอาวาสยอมรับว่า สิ่งที่ยังเป็นห่วงและทำให้เกิดความวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้มีเพียงเรื่องเดียว คืออยากให้โฉนดที่ดินเปลี่ยนเป็นชื่อของวัดโดยเร็วที่สุด เพราะหากดำเนินการเรียบร้อย ก็จะทำให้อาตมาสบายใจและหมดห่วง
“ที่เป็นห่วงอย่างเดียวคืออยากให้โฉนดเป็นชื่อวัดเร็ว ๆ ถ้าเป็นชื่อวัดเร็วมากเท่าไหร่ยิ่งดี อาตมาก็จะได้สบายใจ ที่ห่วงอยู่นี้คือโฉนดยังไม่เป็นชื่อวัด ก็อยากให้เรื่องนี้จบไป จะได้หมดห่วง”
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวด้วยว่า แม้จะไม่ขอกล่าวว่าโฉนดอยู่ที่ใด แต่ความตั้งใจคืออยากเห็นโฉนดเป็นชื่อของวัด เพื่อให้เรื่องที่ยังค้างคาอยู่ยุติลง
ส่วนกระบวนการทางคดีแพ่งที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายเรื่องการเปลี่ยนชื่อในโฉนด โดยทางวัดยังรอผลในส่วนของการขอฎีกาของอีกฝ่าย ซึ่งวัดได้ดำเนินการคัดค้านฎีกาไปแล้ว หากศาลรับฎีกา ทางวัดก็จะต้องดำเนินการยื่นคำแก้ฎีกา และต่อสู้คดีในศาลฎีกาต่อไป
เจ้าอาวาสอธิบายว่า หากศาลแพ่งรับฎีกาของอีกฝ่าย หลังจากที่วัดคัดค้านฎีกาไปแล้ว ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนแก้ฎีกาอีกครั้ง โดยมองว่าเป็นกระบวนการที่ดำเนินมายาวนานและผ่านศาลมาหลายขั้นตอนแล้ว ขณะนี้ยังเหลือกระบวนการในศาลที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับคดีบุกรุกวัด พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า ได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนไปแล้ว และไม่ต้องการกล่าวถึงรายละเอียดมากกว่านี้ โดยยืนยันว่าในฐานะพระสงฆ์จะต้องให้การตามความเป็นจริง
“เพราะว่าเราเป็นพระ จะไปโกหกได้อย่างไร ก็ให้การตามความเป็นจริง เพราะทุกอย่างไปตามกระบวนการ”
ขณะเดียวกัน หลังเหตุการณ์ข้อพิพาททำให้ประชาชนรู้จักวัดป่าอดุลยารามมากขึ้น และมีผู้เดินทางเข้ามาสนใจวัดและการปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ขณะอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เคยฝันว่ามีพระสูงอายุมาบอกให้ช่วยพระพุทธศาสนา โดยระบุในความฝันว่า “ศาสนาล้มย่ำแย่เยอะ” ซึ่งขณะนั้นไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้มาช่วยศาสนาในลักษณะที่เกิดขึ้นเช่นปัจจุบัน
เจ้าอาวาสกล่าวถึงแนวทางธรรมะที่ต้องการเผยแพร่ว่า หัวใจสำคัญคือการ “ละกิเลส” ไม่ใช่สะสมกิเลส เพราะการบำเพ็ญภาวนาต้องทำเพื่อละ ไม่ใช่ทำด้วยความโลภ หากยังไม่สามารถละกิเลสได้ แม้จะภาวนาไปอีกหลายภพหลายชาติก็ยังยากที่จะเข้าถึงธรรมะ
“เราบวชมาเพื่อละ ไม่ใช่บวชมาเพื่อสะสม การบำเพ็ญภาวนาต้องบำเพ็ญเพื่อละ ไม่ใช่บำเพ็ญเพื่อโลภ เราต้องละกิเลสให้ได้ก่อน เราถึงจะภาวนาได้”
ในส่วนการพัฒนาเมรุและเตาเผาศพของวัด พระครูอดุลสารนิเทศชี้แจงว่า ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเมรุเดิม แต่มีความตั้งใจจะเพิ่มเตาเผาศพอีก 1 เตา ให้ภายในวัดมีรวม 2 เตา โดยเตาแรกมีการสร้างแล้ว และมีแผนจะนำเงินจากกฐินที่จะมีขึ้นไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเตาที่ 2
หากเงินกฐินมีจำนวนเท่าใดก็จะนำไปจ่ายก่อน และหากยังไม่เพียงพอ เนื่องจากวัดรู้จักกับบริษัทที่ดำเนินการก่อสร้าง ก็จะหารือเรื่องการชำระต่อ และอาจนำเงินกฐินในปีถัดไปมาดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ
เจ้าอาวาสระบุว่า มีความตั้งใจอยากให้วัดมีเตาเผาศพ 2 เตามานานแล้ว เพราะมองว่าในอนาคตจำนวนประชาชนจะเพิ่มมากขึ้น และอาจประสบปัญหาในการหาสถานที่ฌาปนกิจ การสร้างเตาเพิ่มจึงเป็นสิ่งที่คิดไว้เดิม ไม่ได้เกิดจากการฉวยโอกาสจากกระแสข่าวที่วัดได้รับความสนใจในขณะนี้
พระครูอดุลสารนิเทศยังกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา วัดมีการฌาปนกิจศพอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันก่อนหน้าก็มีการเผาศพ และก่อนหน้านั้นประมาณ 2–3 วัน ก็มีการเผาศพอีก 1 ราย
นอกจากนี้ วัดยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่สำหรับการฌาปนกิจให้กับประชาชนทุกศาสนา ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ หากเป็นศาสนาอื่นและประสงค์จะใช้เตาเผาศพของวัดก็สามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธี หากเป็นพิธีของศาสนาอื่น พระสงฆ์จะไม่เข้าไปสวดประกอบพิธี แต่สามารถใช้สถานที่และเตาเผาศพได้ ส่วนค่าบำรุงก็ให้เป็นไปตามที่เกี่ยวข้อง
อีกประเด็นที่พระครูอดุลสารนิเทศย้ำ คือความต้องการรักษาพื้นที่ธรรมชาติภายในวัดเอาไว้ โดยมองว่าภายในเขตเทศบาลแทบไม่เหลือพื้นที่ป่าแล้ว และพื้นที่ป่าภายในวัดแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่สีเขียวสำคัญแห่งหนึ่ง
“อาตมาอยากรักษาธรรมชาตินี้ไว้ ในเทศบาลมันไม่มีป่าแล้ว มีป่าตรงนี้ตรงเดียว เป็นปอดของชาวบ้าน”
ช่วงท้ายการสนทนา เจ้าอาวาสยังพูดคุยกับผู้สื่อข่าวด้วยบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเอง สะท้อนว่าภายในวัดกลับเข้าสู่ภาวะสงบ หลังต้องเผชิญเหตุการณ์ข้อพิพาทและการเข้ามาของผู้คนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา
Advertisement