
วันที่ 15 ก.ย. 69 นาย ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงเปิดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่กัมพูชาริเริ่มการใช้กระบวนการประนอมภาคใต้อนุสัญญา UNCLOS
นาย ปรัก สุคน ระบุว่า กัมพูชามีประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ แต่ก็มีความท้าทายอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรเขต เคยเป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนผ่านวัดอังกอร์ และวัดต่างๆ ที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมกับยูเนสโก รวมถึงยังมีวัฒนธรรมการแสดง การต่อสู้ และวัฒนธรรมอื่นๆ จนกลายเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2406 ซึ่งอาณาเขตของกัมพูชาถูกกำหนดด้วยหลายสนธิสัญญา โดยเฉพาะสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ.2447 และ พ.ศ.2450 รวมถึงแผนที่ที่เกี่ยวข้องที่กำหนดเขตแดนทางบกกับประเทศไทย ซึ่งภายหลังได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส กัมพูชามีสันติภาพในระดับหนึ่ง ก่อนเกิดเขมรแดง ที่คร่าผู้คน 1 ใน 4 ของประชากรกัมพูชา และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และสังคมกัมพูชา ก่อนฟื้นฟูประเทศหลังสนธิสัญญาปารีส เพื่อสันติภาพในปี พ.ศ.2534 และจากการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพของสหประชาชาติ
ภายใต้ประวัติศาสตร์กัมพูชา จึงมีความมุ่งมั่นระงับข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลอย่างสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกลางทศวรรษ 90 กัมพูชา มุ่งมั่นกำหนดเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน เป็นแรงผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ดังนั้น กัมพูชาและไทย จึงริเริ่มการหารือในเดือนเมษายน พ.ศ.2538 และในปี พ.ศ.2544 ทั้งไทย-กัมพูชา ได้ตกลง MOU44 เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปที่ทับซ้อน ซึ่ง MOU44 ดังกล่าว สะท้อนความมุ่งมั่นในการมีข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล และการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน และแม้พยายามเจรจาระงับข้อพิพาทแล้ว แต่ 2 ประเทศไม่สามารถมีข้อตกลงเขตแดน หรือการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ ก็ยังไม่มีการใช้ประโยชน์
โลกกำลังเผชิญหน้ากับการชะงักงันด้านพลังงาน แต่เห็นว่า ภูมิภาคนี้ควรใช้ประโยชน์จากการพัฒนาทรัพยากรเหล่านี้ร่วมกัน แต่เมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียว แม้กัมพูชา จะเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ดำเนินการตาม MOU44 รัฐบาลกัมพูชา ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อแนวทางที่มีอย่างสันติวิธี ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และมีพันธะกรณีต่อการระงับข้อพิพาทอย่างสันติวิธี กัมพูชา จึงริเริ่มกระบวนการประนอม ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS
ซึ่งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงพิเศษว่า ไทย-กัมพูชา สามารถหาประโยชน์ได้จากการมีข้อตกลงที่ยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และสอดคล้องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี เป็นผลประโยชน์ 2 ประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค และจะปกป้องอธิปไตย สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงาน และสร้างโอกาสการสร้างงาน ทั้งตอนนี้และในอนาคตของทั้งกัมพูชา-ไทย
การดำเนินการเช่นนี้ เพื่อหาวิธีการเดินหน้าร่วมกันภายใต้กหมายระหว่างประเทศที่เป็นสันติวิธี และมองกระบวนการประนอม เป็นการไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ใช่สร้างสถานการณ์เพิ่มเติม และหวังว่า ประเทศไทย จะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ และควบคู่กับการพื้นสัมพันธ์อย่างทวิภาคีที่มีทั้งหมด โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วม 2 ฝ่าย เมื่อเดือนธันวาคม 2568 และให้ผู้พลัดถิ่นของกัมพูชากว่า 20,000 คน กลับคืนสู่พื้นที่ และปกป้องพื้นที่วัฒนธรรม ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ และฟื้นสัมพันธ์กลับภาวะปกติ รวมทั้งลดความตึงเครียด และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ประชาชน 2 ประเทศ และประชาคมอาเซียนโดยรวม
นาย ปรัก สุคน ยังกล่าวถึงเป้าหมายกัมพูชาในการประนอมครั้งนี้ว่า เพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาท ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 2 ประเทศ ดังนั้น กัมพูชา หวังว่า กรรมาธิการฯ จะสนับสนุนให้ 2 ประเทศ สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเลได้ หรือมิเช่นนั้น กัมพูชา ก็เตรียมพร้อมที่จะตกลงข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนทางทะเล หรือ การให้คณะกรรมาธิการฯ ออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรทางทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์ก่อน หากไม่มีการระงับข้อพิพาท หรือในประเด็นทั้ง 2 ประเด็นนั้น ซึ่งกัมพูชา จะขอให้คณะกรรมาธิการประนอม จัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้ง 2 ฝ่าย บนพื้นฐานความตกลงในอนาคต จะสามารถบรรลุได้ภายใต้พันธะกรณี UNCLOS ซึ่งเป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ประเทศ บนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของกัมพูชา บนสถานบันระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาท และประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญของประเทศสามารถระงับได้ผ่านกลไกพหุพาคี โดยไม่ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา และความมุ่งมั่นนี้ เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับไทย และกัมพูชา
หวังว่า คณะกรรมาธิการฯ จะช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง และฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตนดีใจ ที่เห็นผลการประนอมระหว่างติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนว่า กลไก UNCLOS สามารถระงับข้อพิพาทได้ กัมพูชาจึงมั่นใจว่า คณะกรรมาธิการฯ ช่วยให้กัมพูชา และไทยไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
Advertisement