
ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลงทันที หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยดีลดังกล่าวมีสาระสำคัญคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน เพื่อให้ซัพพลายน้ำมันกลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง
แรงตอบรับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับฐานลงทันทีราว 4-5% ในช่วงเช้าวันนี้ สะท้อนว่าตลาดเริ่มลดค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นก่อนหน้านี้ ขณะที่ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเปิดพื้นที่ให้ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed ดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น
ภาพดังกล่าวทำให้บรรยากาศการลงทุนระยะสั้นเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่โหมด Risk-on มากขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการลดสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าสู่กรอบ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอาจดึงดูด Fund Flow ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดย InnovestX ประเมินว่า SET มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1,640 จุด หากแรงซื้อจากต่างชาติและกระแส Short Covering ยังหนุนตลาดต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ดีลสันติภาพครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดจบของความเสี่ยงทั้งหมด เพราะรายละเอียดสำคัญหลายประเด็นยังไม่ชัดเจน ทั้งเงื่อนไขการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ในเลบานอน โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และความเป็นไปได้ที่ความตึงเครียดจะปะทุขึ้นอีกครั้ง
นักลงทุนจึงต้องจับตาว่าข้อตกลงจะยืนระยะได้จริงหรือไม่ พร้อมประเมินหุ้นที่อาจได้อานิสงส์ระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่ม Anti-Oil, หุ้นอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาลง และหุ้นใหญ่ที่มีโอกาสรับ Fund Flow ไหลเข้า
เมื่อคืนวันที่ 14 มิถุนายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้ว ขณะที่ปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักในการเจรจา ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และปูทางไปสู่การฟื้นตัวของเส้นทางการค้าน้ำมันระหว่างประเทศ
เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เป็นผู้นำคนแรกที่ออกมาประกาศข้อตกลง โดยระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเห็นพ้องต่อการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและถาวร รวมถึงในเลบานอน พร้อมระบุว่าจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ภายหลังการประกาศของปากีสถาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมายืนยันผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้ว โดยระบุว่า “ข้อตกลงครั้งใหญ่นี้จะนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงให้แก่ทั้งภูมิภาค” พร้อมสั่งการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม และให้กองทัพสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านทันที เพื่อเปิดทางให้ซัพพลายน้ำมันกลับเข้าสู่ตลาด
ฝั่งอิหร่าน คาเซม ฆารีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมากล่างยกย่องว่าดีลดังกล่าวเป็นความสำเร็จทางทหารของอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU แล้ว ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านระบุว่าร่างเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายแล้วเช่นกัน
สาระสำคัญของข้อตกลงตามที่ทุกฝ่ายระบุ รวมถึงปากีสถานในฐานะคนกลาง คือการยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน และการยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยสหรัฐฯ แม้กระบวนการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทันที แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก หลังความขัดแย้งก่อนหน้านี้สร้างแรงกดดันต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
การเปิดทางให้ยกเลิกมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อประธานาธิบดีทรัมป์ จากผลกระทบที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซมีต่อเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจอิหร่านซึ่งอยู่ในภาวะย่ำแย่ก็จะได้รับแรงผ่อนคลายจากการยุติการปิดล้อมของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว แต่ดีลล่าสุดยังไม่ถือเป็นการปิดฉากความขัดแย้งทั้งหมด เนื่องจากรายละเอียดสำคัญหลายส่วนยังไม่ชัดเจน ทั้งสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ในเลบานอน โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเงื่อนไขการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบ
หลายชั่วโมงหลังการประกาศ ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่เนื้อหาของบันทึกความเข้าใจอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อรัฐอิหร่านรายงานว่า ข้อตกลงอาจวางกลไกการเจรจาบางส่วนไว้แล้ว แต่รายละเอียดดังกล่าวยังต้องรอคำชี้แจงที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ได้ในการเจรจารอบถัดไป ซึ่งมีกำหนดเริ่มขึ้นในวันศุกร์ สะท้อนว่า แม้ดีลนี้อาจช่วยลดความตึงเครียดเฉพาะหน้า แต่เส้นทางสู่ข้อตกลงถาวรยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขทางการเมือง ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์
แม้จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดสงครามแล้ว แต่หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของความขัดแย้งครั้งนี้ยังคงไร้ข้อสรุป นั่นคือโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้อ้างในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่ต้น
ท่าทีของสหรัฐฯ ยังคงแข็งกร้าว โดยในการแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์ย้ำว่า “อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” พร้อมให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ได้ ก็อาจเผชิญการโจมตีครั้งใหม่จากกองทัพสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานให้ข้อมูลกับ Associated Press ว่า การเจรจานิวเคลียร์จะเดินหน้าต่อไปในช่วง 60 วันข้างหน้า สะท้อนว่าแม้สงครามจะหยุดลงชั่วคราว แต่เงื่อนไขสำคัญที่สุดของสันติภาพยังไม่ถูกปิดดีล
ฝั่งอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์ของตนมีเป้าหมายเพื่อสันติ อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่ได้ให้คำมั่นต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีอยู่ ซึ่งเชื่อกันว่าถูกเก็บไว้ใต้โรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว
ประเด็นนี้ยังเป็นแรงกดดันทางการเมืองสำหรับทรัมป์โดยตรง เพราะเขาจำเป็นต้องผลักดันข้อตกลงที่ดีกว่าดีลนิวเคลียร์อิหร่านปี 2558 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เขาเคยนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกมาในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรก ข้อตกลงเดิมมีสาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน แลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์และเปิดทางให้มีการตรวจสอบจากนานาชาติ
หลังสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว อิหร่านตอบโต้ด้วยการเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม จนสามารถผลิตวัสดุได้มากกว่า 400 กิโลกรัม ในระดับความบริสุทธิ์ใกล้เคียงกับที่ใช้ผลิตระเบิด ทำให้ชะตากรรมของยูเรเนียมเหล่านี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่สุดของการเจรจารอบใหม่
ลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ระบุว่า เขาจะจับตาการเจรจานิวเคลียร์อย่างใกล้ชิด ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ข้อตกลงหยุดสงครามจะช่วยลดความตึงเครียดในระยะสั้น แต่ปมนิวเคลียร์ยังเป็นเงื่อนไขชี้ขาดว่า ดีลสันติภาพครั้งนี้จะสามารถต่อยอดไปสู่ข้อตกลงถาวรได้จริงหรือไม่
ประเด็นที่สองที่ตลาดโลกจับตาคือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยทรัมป์ประกาศว่า เขา “อนุมัติอย่างเต็มรูปแบบ” ให้เปิดช่องแคบดังกล่าวโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง พร้อมสั่งยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ทันที เพื่อให้เรือทั่วโลกกลับมาเดินทางได้ตามปกติ และช่วยให้ซัพพลายน้ำมันกลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ท่าทีดังกล่าวยังมีความคลุมเครือ เพราะต่อมาทรัมป์ระบุว่า การเปิดเส้นทางน้ำสำคัญแห่งนี้ยังขึ้นอยู่กับการลงนามข้อตกลงในวันศุกร์ และจะเป็นการเปิดเพื่อภารกิจหลักด้านการกวาดทุ่นระเบิด
ขณะเดียวกัน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ยังไม่ได้กล่าวถึงช่องแคบฮอร์มุซในการประกาศเบื้องต้น ขณะที่สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่า บันทึกความเข้าใจระบุให้เปิดช่องแคบดังกล่าวอีกครั้งภายใน 30 วัน ภายใต้ “การจัดการของอิหร่าน”
เงื่อนไขนี้อาจกลายเป็นจุดอ่อนไหวสำคัญ เพราะสหรัฐฯ ยืนยันมาโดยตลอดว่า การจัดเก็บค่าผ่านทางจากเรือขนส่งสินค้า ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ขณะที่ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี หรือกลุ่ม E4 ต่างย้ำว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซต้องเกิดขึ้นโดยไม่มีเงื่อนไข และต้องรับประกันเสรีภาพในการเดินเรืออย่างเต็มที่
นอกจากนี้ แม้ราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังมีข่าวข้อตกลง แต่ความเสี่ยงยังไม่หมดไป เพราะการฟื้นฟูกำลังการผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียอาจใช้เวลานาน หากโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรน อีกทั้งยังต้องรอดูว่า บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยจะประเมินว่าช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัยเพียงพอสำหรับการกลับมาใช้งานตามปกติหรือไม่
อีกประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงตั้งแต่ช่วงแรกของการเจรจาคือ ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเลบานอนจะถูกรวมอยู่ในข้อตกลงครั้งนี้หรือไม่
คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า มีการประกาศยุติสงครามอย่างถาวรและทันทีในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน ขณะที่เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ในฐานะคนกลางการเจรจา ก็ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารอย่างทันทีและถาวรในทุกแนวรบ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงเลบานอนในการประกาศชุดแรกบน Truth Social โดยมุ่งเน้นเกือบทั้งหมดไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดคำถามว่า ขอบเขตที่แท้จริงของดีลนี้ครอบคลุมสมรภูมิเลบานอนมากน้อยเพียงใด
ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างแรงเสียดทานกับอิสราเอล ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวข้อตกลงในทันที ขณะเดียวกัน เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อาจมีเหตุผลทางการเมืองภายในประเทศที่ต้องการเดินหน้าความขัดแย้งกับอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรของอิหร่านต่อไป รวมถึงฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ก่อนหน้านี้ แผนเปิดเผยข้อตกลงกับอิหร่านในวันอาทิตย์ต้องสะดุดลง หลังอิสราเอลโจมตีกรุงเบรุต ทำลายอาคารหลังหนึ่งในเขตชานเมืองทางใต้ของเมืองหลวงเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้การลงนามล่าช้าไปไม่กี่ชั่วโมง
หากอิสราเอลยังเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมในเลบานอน ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่บั่นทอน หรือถึงขั้นทำให้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มลงได้ โดยเฉพาะเมื่อข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้ในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่สามารถยืนระยะได้อย่างมั่นคง
สำหรับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย ข้อตกลงนี้อาจช่วยบรรเทาความกังวลในระยะสั้นจากภัยคุกคามของขีปนาวุธอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างคำถามต่อโมเดลเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม พิธีลงนามอย่างเป็นทางการยังมีกำหนดเกิดขึ้นในอีกหลายวันข้างหน้า และเส้นทางสู่การลงนามยังอาจเผชิญความพลิกผัน โดยเฉพาะหากเกิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ในเลบานอน หรือหากการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่คืบหน้า
ดังนั้น ในระยะสั้น ข้อตกลงนี้อาจช่วยลดความไม่แน่นอนบางส่วนของความขัดแย้งที่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งไปมาระหว่างการหยุดยิงและการเผชิญหน้าทางทหาร แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ดีลสันติภาพครั้งนี้จะสามารถยืนระยะ และปิดฉากความขัดแย้งในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
INVX มองว่าข้อตกลงครั้งนี้เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากช่วยปลดล็อกความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับฐานลงทันที
เช้านี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลง 4.8% แตะระดับ 80.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ปรับลง 3.9% แตะ 83.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สวนทางกับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงที่ตอบรับเชิงบวก โดย DJIA Futures ปรับขึ้น 0.75% หรือเพิ่มขึ้น 380 จุด และ NASDAQ เพิ่มขึ้น 1.6% หรือ 480 จุด
ผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางหลักอาจมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการลดสถานะ Safe Haven ซึ่งเป็นปัจจัยที่สนับสนุนทิศทางเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น
ทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าสู่กรอบ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดโลกเริ่มลดความกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และกลับมาเพิ่มน้ำหนักต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
INVX ประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวอาจบีบให้นักลงทุนต่างชาติต้องล้างสถานะ Short Position และหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็น Catalyst สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของ SET ในสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 15-19 มิ.ย.
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว SET มีโอกาสทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,640 จุด และลุ้นปรับตัวขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ของปีนี้ หากกระแสเงินทุนไหลเข้าและบรรยากาศ Risk-on ในตลาดโลกยังดำเนินต่อเนื่อง
ในเชิงกลยุทธ์ INVX แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปรับพอร์ตเข้าสู่โหมดเชิงรุก เพื่อเก็งกำไรระยะสั้นในลักษณะ Tactical Play โดยเน้นหุ้นที่เคยถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานและภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นหลัก
กลุ่มแรกคือ Anti-Oil & Reopening Play ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงหลังการเซ็น MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเน้นหุ้นที่ราคายังต่ำกว่าก่อนเกิดสงคราม เช่น สายการบิน AAV และ THAI โรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC กลุ่มยานยนต์ AH และ SAT รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว MINT และ CENTEL
กลุ่มที่สองคือ Interest-Rate Sensitive Play ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มสินเชื่อ MTC, SAWAD และ TIDLOR รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ AP และ SIRI ส่วนกลุ่มที่สามคือ Big Cap Play ในหุ้น SET50 ที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายของ Fund Flow และเกิดแรง Short Covering โดยเน้นหุ้นที่ราคาปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต และยังมีปริมาณขายชอร์ตที่ยังไม่ได้ซื้อคืนสูง ได้แก่ BDMS, MINT, HMPRO, BEM และ CPALL
อย่างไรก็ดี INVX แนะนำให้ระมัดระวังแรงขายระยะสั้น และชะลอการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมีออกไปก่อน จนกว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะเริ่มสร้างฐานใหม่ได้อย่างมั่นคง เนื่องจากการหายไปของ Geopolitical Risk Premium จะเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาน้ำมันและหุ้นที่อิงกับทิศทางพลังงานในระยะสั้น
อ้างอิง: BBC, The Guardian, InnovestX