
ราคาน้ำมันตลาดโลกยังพุ่งไม่หยุด หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น เพราะนอกจากอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถผ่านได้ กลุ่มกบฏฮูตีที่เคลื่อนไหวในเยเมน ก็ประกาศตัดเส้นทางน้ำมันที่ประเทศอื่นใช้เป็นทางเลือกเพื่อเลี่ยงฮอร์มุซ และยังขู่จะโจมตีเรือในบริเวณช่องแคบบับอัลมันเดบด้วย
ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวขึ้น 6.58 ดอลลาร์ หรือ 6.96% ปิดที่ 100.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศตัดเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ซาอุดีอาระเบียใช้เป็นทางเลือก ภายหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล
ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งสินค้าจากซาอุดีอาระเบีย พร้อมระบุว่า จะโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และสหรัฐฯ ในบริเวณช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย
ต่อมาในวันพฤหัสบดี ฮูตีอ้างว่า ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ โดยสำนักข่าวทางการของซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เรือ 1 ลำเกิดเพลิงไหม้ ส่วนอีกลำยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าถูกโจมตีหรือไม่ ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Windward
มิเชลล์ บ็อกแมน นักวิเคราะห์ข่าวกรองทางทะเลอาวุโสของ Windward กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าฮูตีจะบังคับใช้การปิดล้อมในลักษณะใด เนื่องจากกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงการดำเนินการได้ตลอดเวลา
เธอระบุว่า ขณะนี้กำลังจับตาว่า เรือบรรทุกน้ำมันของจีนที่บรรทุกน้ำมันจากท่าเรือยันบูของซาอุดีอาระเบีย จะยังได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบบับอัลมันเดบหรือไม่ โดยเรือจีน 2 ลำสามารถผ่านไปได้ แต่เป็นเรือที่บรรทุกสินค้าก่อนมีการประกาศปิดล้อม
บ็อกแมนกล่าวว่า ในอดีต ฮูตีพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีน ทั้งในด้านชิ้นส่วนโดรน และที่ผ่านมา เรือของจีนมักได้รับการยกเว้นจากการโจมตี แม้ในช่วงปี 2023-2025 ที่ฮูตีโจมตีเรือสินค้าที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลและสหรัฐฯ หลังสงครามกาซาปะทุ
ข้อมูลติดตามของ Windward ระบุว่า เรือสินค้าที่ผ่านช่องแคบบับอัลมันเดบเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม บรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย มีลูกเรือชาวจีน และมีปลายทางเป็นจีน โดยไม่ได้ถูกสกัดกั้น แม้ว่าจะใช้เส้นทางเดียวกับที่ผู้ประกอบการจากชาติตะวันตกและซาอุดีอาระเบียได้รับคำเตือนให้หลีกเลี่ยง
บริษัทประเมินว่า ฮูตีกำลังเลือกบังคับใช้มาตรการตามความเชื่อมโยงของเจ้าของเรือหรือประเทศที่เกี่ยวข้อง มากกว่าตัวสินค้าที่ขนส่ง ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวเปลี่ยนผู้ที่ทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบีย มากกว่าจะหยุดการส่งออกน้ำมันโดยสิ้นเชิง
บ็อกแมนกล่าวว่า แม้ไม่มีใครสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของฮูตีได้ แต่กลุ่มนี้เข้าใจดีว่า เพียงแค่การดำเนินการเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ตลาดน้ำมันโลกตอบสนองอย่างรุนแรงได้
ด้าน เรเชล เซียมบา นักวิจัยอาวุโสของ Center for a New American Security ระบุว่า ความตึงเครียดที่ช่องแคบบับอัลมันเดบเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกยังไม่ได้เติมสต็อกสำรองกลับคืน หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นปี
เธอชี้ว่า การที่โลกต้องเผชิญกับ คอขวดด้านการขนส่งน้ำมันหลายแห่งพร้อมกัน ถือเป็นสถานการณ์ใหม่ และสะท้อนว่าประเทศที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งกำลังใช้จุดยุทธศาสตร์ของตนเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง
แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดน้ำมันของ GasBuddy คาดว่า ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นอีก 10-20 เซนต์ต่อแกลลอน ภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 5.34 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียด้วยโดรนจากยูเครน ทำให้กำลังการผลิตบางส่วนหยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ และรัสเซียต้องสั่งห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล
เดอ ฮานระบุว่า แม้การส่งออกน้ำมันดิบจะเป็นประเด็นสำคัญ แต่การขาดแคลนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ดีเซล เบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ จีน ซึ่งเดิมเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้ลดการนำเข้าลงอย่างมาก ส่งผลให้แรงกดดันด้านอุปสงค์ลดลง และช่วยพยุงราคาน้ำมันโลกไม่ให้พุ่งสูงกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าจีนกำลังใช้น้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของตน หรือจะกลับมานำเข้าน้ำมันเพิ่มอีกครั้งในอนาคต
นอกจากนี้ เดอ ฮานยังเตือนว่า ฤดูเฮอริเคนของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อกำลังการกลั่นน้ำมันและทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกผันผวนมากขึ้น